สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ
อ.กั้ม
อ่าน: 2146
01-รูปร่างดีรู้ได้อย่างไร
รูปร่างดีรู้ได้อย่างไร

ปัจจุบันคนมักมองว่ารูปร่างของตนเองเป็นแบบใดขึ้นอยู่กับความคิดเห็นส่วนบุคคลหรือเป็นการแสดงความคิดว่ามีรูปร่างแบบใด ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงและอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ ดังจะเห็นได้จากการที่กลุ่มนางแบบในปัจจุบันที่วงการแฟชั่นทั่วโลก ได้จุดกระแสขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2006 ที่ผ่านมา ก็คือ การที่ผู้จัดงานแฟชั่น วีค ทั่วโลก พร้อมใจกันแบนนางแบบที่ผอมผิดปกติ โดยห้ามไม่ให้นางแบบที่ผอมเหมือนคนเป็นโรคขาดอาหารเดินแบบโดยเด็ดขาด หลังจากการตายระหว่างเดินแบบ ของนางแบบชาวอุรุกวัย ที่ไม่ยอมกินอะไรเลยก่อนเดินแบบ เพราะคิดว่าถ้าผอมจะทำให้ตัวเองดูดีและมีชื่อเสียงมากขึ้น การตายของนางแบบอุรุกวัย ทำให้ แมดริด แฟชั่น วีค ของสเปน เป็นประเทศแรกที่ประกาศแบนนางแบบที่ผอมผิดปกติทันที โดยจะไม่ยอมให้เดินแบบ ถ้านางแบบคนนั้นมีมวลรวมของร่างกาย(body mass index)อยู่ที่ระดับตํากว่า 18 ในทางการแพทย์บอกว่า ปกติแล้วคนเราควรมีมวลรวมของร่างกาย(body mass index)อยู่ที่ระดับ 18 ขึ้นไป จึงจะถือว่ามีสุขภาพดี

 

ในทางกลับกันความอ้วนนี้ยังก่อให้เกิดต่อการเกิดอาการและโรคต่างๆ มากมายอาทิ อาการหายใจไม่อิ่ม ,ทำให้ข้อต่อต่างๆ ของร่างกายแบกรับน้ำหนักมากขึ้น, แผลจะหายซ้าและติดเชื้อได้ง่าย,โรคหัวใจขาดเลือด ,โรคเบาหวาน,นิ่วในทางเดินน้ำดีเพิ่มขึ้น ,ความดันโลหิตสูง ,หัวใจขาดเลือด ,เส้นเลือดในสมองตีบ,โรคมะเร็งบางชนิด ได้แก่มะเร็งที่พึ่งฮอร์โมนในผู้หญิงได้แก่ โรคมะเร็งมดลูก โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งเต้านม ส่วนในผู้ชายได้แก่มะเร็งลูกหมาก นอกจากนั้นยังพบว่ามะเร็งทางเดินอาหารเพิ่มขึ้นเช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร และโรคมะเร็งถุงน้ำดี ฯ ซึ่งเป็นการบั่นทอนสุขภาพให้เสื่อมโทรมและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

 

 ฉะนั้นการที่มีรูปร่างที่ดีก็จะส่งผลให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในการตรวจสอบรูปร่างของตนเองสามารถหาได้จากดัชนีมวลกาย BMI [body mass index] ซึ่งคิดค้นโดย Mr.Adolphe Quetelet    ชาวเบลเยี่ยม เป็นค่าที่อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัวและส่วนสูง มาเป็นตัวชี้วัดสภาวะของร่างกายว่ามีความสมดุลของน้ำหนักตัวต่อส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่    ค่าดัชนีมวลกายสามารถคำนวณได้โดยนำน้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูงกำลังสอง (หน่วยเป็นเมตร) ดังนี้

 

 

 

 

 

 

การคำนวณดัชนีมวลกาย

ดัชนีมวลกาย(BMI)   =    น้ำหนัก(กก)
                                      ส่วนสูง(ม)²

ตัวอย่างการคำนวณ

น้ำหนัก 75 กก.      ส่วนสูง 180ซม.

1.    น้ำหนักตั้ง   75 กก.

2.    ส่วนสูงxส่วนสูง = 1.80x1.80= 3.24

3.    ดัชนีมวลกาย= 75/3.24=23.14 กก/ตารางเมตร

                              รูปร่างสมส่วน

เมื่อคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย BMI [body mass index] ได้แล้วก็นำมาเปรียบเทียบกับตารางว่าท่านมีรูปร่างอย่างไร

ดรรชนีมวลกาย

รูปร่าง

ชาย

หญิง

ผอม

น้อยกว่า  19.00

น้อยกว่า  18.00

สมส่วน

ระหว่าง  19.01 - 24.99

ระหว่าง  18.01 - 23.99

น้ำหนักเกิน

ระหว่าง  25.00 - 29.9

ระหว่าง  24.00 - 29.9

อ้วนไป

มากกว่า  30

มากกว่า  30

 

 

ความสำคัญของการรู้ค่าดัชนีมวลร่างกาย  BMI [body mass index]  เพื่อดูอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ถ้าค่าที่คำนวณได้ มาก หรือ น้อยเกินไป ดังนั้นจึงควรรักษาระดับน้ำหนัก และค่าดัชนีความหนาของร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ  สำหรับค่าค่าดัชนีมวลร่างกาย สำหรับชาวเอเชีย พบว่าประเทศอากาศร้อน ความอ้วนจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงถือค่าประมาณ 18-23 กก./ตารางเมตร  เป็นค่าที่เหมาะสมสำหรับชาวเมืองร้อน การประเมินค่าดัชนีมวลกายนั้น จะต้องคำนึงถึงตัวแปรต่าง ๆ ด้วย ดังเช่นมวลกล้ามเนื้อ มวลไขมัน เพราะฉะนั้นดัชนีมวลร่างกายข้างต้นจะไม่สามารถนำไปใช้ได้กับผู้ที่มีมวลกล้ามเนื้อมาก

ข้อระวัง ในการคำนวณหาค่าดัชนีมวลร่างกาย  BMI [body mass index] จะใช้ประเมินปริมาณไขมันในผู้ที่มีกล้ามเนื้อมากๆไม่ได้ เช่น นักกีฬา นักเพาะกาย ที่อาจจะมีน้ำหนักมากเกิน 100 กิโลกรัมแต่ไม่จัดอยู่ในขั้นอ้วนหรืออันตรายมาก และใช้ประเมินในผู้ที่กล้ามเนื้อลีบจากสูงอายุไม่ได้ สำหรับคนอ้วนที่ยังไม่มีอาการของโรคต่างๆ ถือเป็นโอกาสดีที่ท่านยังมีเวลาแก้ตัว รีบควบคุมสภาพของท่านให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้กับปกติให้มากที่สุดก่อนที่จะมีการแสดงอาการของโรคต่างๆเกิดขึ้น 

การรับประทานอาหารมากๆและไม่ถูกสุขลักษณะแล้วทำให้มีค่าดัชนีมวลกายสูงๆ จะทำให้ต้องมาเสียโอกาสต่างๆไม่ว่าจะเป็น การเข้าทำงาน การเสียบุคลิกภาพ  และต้องคอยจ่ายยาเพื่อรักษาอาการของโรคที่ตามมา  การลดการน้ำหนักที่มากเกินไปโดยการหันมาสนใจดูแลสุขภาพเราเอง จะทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายเหมือนการรักษา อีกทั้งยังได้สุขภาพที่สมบูรณ์ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในบั้นปลายอีกด้วย  

สำหรับท่านที่มีเกณฑ์ดัชนีมวลกายต่ำกว่ามาตรฐาน คงต้องมาลองสำรวจหาความผิดปกติของระบบอาหารและการทานอาหารของเรา หรือการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เราเบื่ออาหาร ทานไม่ได้ หรือใช้พลังงานมากกว่าการได้รับสารอาหารเข้าไป การปล่อยสภาพร่างกายให้ผอมมากและนานเกินไปก็มีผลร้ายต่อร่างกายเราเช่นกัน ฉะนั้นจึงควรรีบหาสาเหตุและแก้ไขที่ต้นเหตุ แล้วสุขภาพที่ดีและรูปร่างที่ดีก็จะกลับมาเป็นของคุณครับ

 

 

      

 

----------------------------------------

สร้าง: อา. 02 พ.ย. 2551 @ 23:44   แก้ไข: จ. 03 พ.ย. 2551 @ 10:31   ขนาด: 46504 ไบต์
ความคิดเห็น
ไม่มีรูป
751. วัฒนะ ม.ฟา เลขที่ 80
เมื่อ จ. 29 ธ.ค. 2551 @ 17:42
1041651 [ลบ]

13 วิธีขับถ่ายปัสสาวะ เพื่อสุขภาพที่ดี 1.อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ 2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้ 3. ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา 4. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง 5. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่ น้ำปัสสาวะลำพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้ 6. อาจจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ แต่อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง 7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะรับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้ เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด 8. ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ 9.ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 10.น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์ 11.การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน 12.คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน 13.ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง

ไม่มีรูป
752. น.ส.ปาริชาติ กันทะวงค์ เลขที่10 มฟาร์อีสเทอร์น
เมื่อ จ. 29 ธ.ค. 2551 @ 18:56
1041815 [ลบ]

โรคฉี่หนู – ร่วมเรียนรู้ สู้โรคร้าย

ประเทศไทยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ หลายจังหวัด เมื่อเกิดน้ำท่วมขัง โรคร้ายต่างๆ บางโรคที่ปกติไม่พบมากนัก ก็อาจพบอย่างแพร่หลายมากขึ้นเป็นอย่างมาก หนึ่งในจำนวนนั้นได้แก่ โรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือที่ชาวบ้านคุ้นเคยกันดีกว่าในชื่อ “โรคฉี่หนู” นั่นเอง

โรคฉี่หนู อาจมาจากฉี่ของสัตว์อื่นด้วย

โรคฉี่หนู เป็นโรคระบาดในคนที่ติดต่อมาจากสัตว์ มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง โรคนี้พบได้ทั่วโลก โดยพบอย่างประปรายตลอดปี แต่พบระบาดรุนแรงในฤดูฝน ในประเทศไทย พบระบาดมากในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่น้ำฝนชะล้างเอาเชื้อจากสิ่งแวดล้อม เข้ามารวมกันอยู่ในบริเวณน้ำท่วมขัง ทำให้เชื้อโรคสามารถติดไปกับคนและสัตว์ต่างๆ ที่สัมผัสกับน้ำขังเหล่านั้นในที่สุด

แม้ว่าหนูจะเป็นพาหะสำคัญของโรคนี้จนมีผู้นำไปตั้งเป็นชื่อของโรค แต่อันที่จริงแล้ว สัตว์อื่นๆ อีกหลายชนิดก็เป็นพาหะของโรคนี้ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวัว ควาย หรือสัตว์เลี้ยงใกล้ตัวอย่าง แมว และสุนัข เป็นต้น

การติดเชื้อ มักเกิดขึ้นผ่านทางบาดแผลที่เกิดจาการแช่น้ำเป็นเวลานานๆ ผู้ปกครองจึงไม่ควรปล่อยให้เด็กๆ ลงเล่นน้ำ เพราะเสี่ยงติดเชื้อโรคนี้ ซึ่งอาจมีผลร้ายแรงทำให้เสียชีวิตได้

ขณะนี้พบผู้ป่วยติดเชื้อโรคนี้แล้วทั่วประเทศมากกว่า 1,000 ราย

นอกจากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นอีกหลายปัจจัย ที่ทำให้มีผู้ป่วยโรคฉี่หนูจำนวนมาก

รู้ได้อย่างไรว่า เป็นโรคฉี่หนู

สาเหตุหนี่งที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเนื่องจากโรคฉี่หนูไม่น้อย อาจเนื่องมาจากอาการของโรค ซึ่งในเบื้องต้นจะคล้ายกับโรคไข้หวัดธรรมดา หรือโรคติดเชื้อที่มีสาเหตุมาจากเชื้อโรคอื่นๆ เช่น โรคไข้เลือดออก คือ ปวดศีรษะ โดยมักจะปวดบริเวณหน้าผาก หรือบริเวณหลังตา นอกจากนั้น ยังมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บริเวณขาและเอว มีไข้สูงร่วมกับมีอาการหนาวสั่น และอาจมีตาแดง สู้แสงไม่ได้

อาการของโรคที่อธิบายมาข้างต้น ยังทำให้สับสนกับโรคอื่นๆ ที่พบมากในฤดูฝนหรือพบในบริเวณที่ประสบปัญหาน้ำท่วม จึงยิ่งทำให้วินิจฉัยโรคยากขึ้นไปอีก

การตรวจวินิจฉัยอย่างแม่นยำในห้องปฏิบัติการ จึงเป็นวิธีการที่ให้ข้อสรุปอย่างชัดเจนได้ว่า ผู้ป่วยติดโรคฉี่หนูแล้วจริงหรือไม่

สำหรับการตรวจว่าเป็นโรคฉี่หนูหรือไม่นั้น ในปัจจุบัน มีอยู่หลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็มีจุดเด่น จุดด้อยที่แตกต่างกันออกไป เช่น วิธีการตรวจหา แอนติเจน (สารซึ่งกระตุ้นให้ร่างกายคนและสัตว์สร้างภูมิคุ้มกัน) คือ ตัวเชื้อแบคทีเรียโดยตรง ก็เป็นวิธีการที่บอกได้แน่นอนว่า เป็นเชื้อแบคทีเรียก่อโรคนี้หรือไม่ แต่วิธีนี้มีกระบวนการที่ค่อนข้างยุ่งยาก ใช้เวลานาน และมีความเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงานอีกด้วย จึงไม่ค่อยนิยมใช้กันนัก

ปัจจุบัน มักใช้ชุดตรวจสอบเลือด ที่อาศัยวิธีการตรวจหา แอนติบอดี (สารในระบบภูมิคุ้มกันที่ร่างกายคนและสัตว์ต่างๆ สร้างขึ้น เมื่อมีสารแปลกปลอมต่างๆ จากภายนอก ซึ่งรวมทั้งเชื้อโรค หลุดรอดเข้าไปสู่กระแสเลือด) ซึ่งการตรวจสอบแบบนี้ แม้ว่าจะได้ผลการตรวจที่ดีพอสมควร

แต่มีข้อจำกัดคือ จะตรวจได้ชัดเจน แม่นยำก็ต่อเมื่อร่างกายแสดงอาการของโรคออกมานานพอสมควรแล้ว เช่น 5-7 วันภายหลังจากเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด เป็นต้น

ไม่มีรูป
753. เลปวรรณ จันต๊ะคาด ม.ฟาร์ เลขที่ 2
เมื่อ จ. 29 ธ.ค. 2551 @ 20:47
1042092 [ลบ]

อาหารต้านหวัด

แม้ฝนจะยังคงตกอยู่ แต่ก็เริ่มมีลมเย็น ๆ มาปะทะ ผิวกันบ้างแล้ว...ปลายฝนต้นหนาวอย่างนี้โรคหวัดชอบนักเชียว...ระวังตัวด้วยการรับประทานอาหารต้านหวัดกันไว้ก่อนดีไหมคะ... 5 อย่างนี้ผู้เชี่ยวชาญจาก the department of nutrition at Brigham and Women’s Hospital ในบอสตัน เขายืนยันว่าช่วยได้จริง ๆ ค่ะ

ธัญพืช เพราะมีสังกะสีมาก ซึ่งสังกะสีนี้มีความสำคัญกับกระบวนการต้านทานเชื้อโรคในร่างกาย พยายามเลือกรับประทานขนมปังธัญพืช สปาเกตตีที่ทำจากธัญพืช หรือข้าวกล้องเข้าไว้ค่ะ

กล้วย วิตามินบี 6 ที่มีอยู่ในกล้วยนั้นช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับอาการติดเชื้อได้ดี ลองเปลี่ยนอาหารเช้าเป็นกล้วยฝานใส่กับซีเรียลธัญพืชดูสิคะ คุณจะได้พลังในการต้านเชื้อโรคเป็น 2 เท่าทีเดียว

พริกป่น นอกจากจะเป็นเครื่องปรุงที่ทำให้อาหารรสจัดจ้านขึ้นแล้ว ยังมีสาร Capsaicin ซึ่งช่วยลดอาการคัดจมูก ลดน้ำมูก ทำให้คุณหายใจได้สะดวกมากขึ้น ฉะนั้นอย่าลืมเหยาะในอาหารถ้าคุณเริ่มหายใจติดขัดเพราะน้ำมูกนะคะ

กระเทียม สาร Allicin ที่ได้จากกระเทียมสับละเอียด นั้น มีพลังในการกำจัดไวรัส ด้วยการเข้าไปบล็อกเอนไซม์ที่นำเชื้อโรคเข้ามา ฉะนั้นใส่กระเทียมมาก ๆ เวลาทำอาหารค่ะ

มันหวาน อาหารชนิดนี้เป็นแหล่งที่ดีที่สุดของเบต้าแคโรทีน ซึ่งร่างกายต้องการนำไปใช้ในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว ที่ช่วยต่อต้านอาการติดเชื้อ จะนำมารับประทานแบบอบ หรือบดก็ดีทั้งนั้นกันไว้จะได้ไม่ต้องรับประทานยาทีหลังไงคะ...

ไม่มีรูป
754. วัชราภรณ์ ก้อนแก้ว วิทย์สุขฯ เลขที่ 3
เมื่อ จ. 29 ธ.ค. 2551 @ 20:47
1042095 [ลบ]

ดื่มน้ำน้อยเสี่ยงกับมะเร็ง

จากการสัมมนาทางวิชาการ จัดโดยสถาบันนานาชาติ ไลฟ์ ไซเอินซ์ (ILSI) ร่วมกับสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญได้ กล่าวว่า คนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว ดังนั้น การดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ ต้องรักษาปริมาณ น้ำที่ดื่มในแต่ละวัน กับน้ำที่สูญเสียไปให้สมดุล ดังที่สถาบันยาในสหรัฐฯ แนะนำว่าผู้ชายที่ทำกิจกรรมตามปกติ ต้องดื่มน้ำ 3.7 ลิตรต่อวัน ส่วนผู้หญิงควรดื่ม 2.7 ลิตรต่อวัน

รศ.ดร.กัลยา กิจบุญชู สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เด็กและผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะตกอยู่ในภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กไทยมักจะใช้กำลังมากเกินไประหว่างเล่น ทำให้เกิดภาวะน้ำในร่างกายต่ำ สังเกตจากผิวกายที่เย็นลง อาการเฉื่อยชา ริมฝีปากแห้ง และมีรอยช้ำบนผิวหนัง การหมุน เวียนโลหิตช้าลง

ดร.ห่าวยิง จาง จากสถาบันเครื่องดื่มเพื่อ สุขภาพและการเป็นอยู่ที่ดี ประเทศจีน กล่าวว่า น้ำเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดของชีวิต และคนทั่วไปได้รับน้ำจากอาหารและเครื่องดื่ม การดื่มน้ำน้อยมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ โรคนิ่วในไต ท่อปัสสาวะอักเสบ โรคเกี่ยวกับฟัน โดยเฉลี่ยน้ำที่คนเราได้รับแต่ละวัน 20% ได้จากอาหาร ส่วนที่เหลือ 80% มาจากน้ำดื่มหรือเครื่องดื่ม ซึ่งรวมถึง ชา กาแฟ น้ำผลไม้ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มเกลือแร่ ทั้งหมดนี้สามารถคืนน้ำให้แก่ร่างกายได้เช่นกัน

ไม่มีรูป
755. เลปวรรณ จันต๊ะคาด ม.ฟาร์ เลขที่ 2
เมื่อ อ. 30 ธ.ค. 2551 @ 08:10
1042891 [ลบ]

มือ..บอกสุขภาพ

อาการนิ้วชา

คุณรู้สึกว่ามือเย็นและชาๆ บ่อยไหม แม้ว่าอากาศจะไม่ได้หนาวก็ตาม ถ้ามีปัญหานี้อาจแสดงว่าคุณกำลังเผชิญกับโรคเรย์นอยด์ (Raynaud’s Disease) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เส้นเลือดบริเวณมือตีบ ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ไม่ดี ทำให้เกิดอาการชา นิ้วมือซีดขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ในทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ แต่น่าจะเชื่อมโยงกับการเป็นรูมาตอยด์ และมีแนวโน้มว่ายิ่งอายุมากขึ้นอาการของโรคจะยิ่งเลวร้ายตามไปด้วย

คุณจะทำอะไรได้บ้าง

การปรับระบบการไหลเวียนโลหิตคือกุญแจสำคัญ ขิงสามารถช่วยปรับการไหลเวียนให้ดีขึ้นได้ ลองดื่มน้ำขิงร้อนๆ วันจะแก้ว ส่วนใบแปะก๊วยก็ช่วยการไหลเวียนเลือดได้ดีเช่นเดียวกัน หรือรับประทานผลไม้จำพวกผลเบอร์รี่ ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยขยายหลอดเลือด

เหงื่อออกที่ฝ่ามือ

สำหรับบางคนอาการที่เกิดขึ้นในวัยหมดประจำเดือนทำให้เหงื่อออกที่มือได้ เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายเปลี่ยนแปลง อาจปรับตัวไม่ทัน มีเหงื่อออกมาเพื่อระบายหรือปรับความร้อนในร่างกายให้เย็นลง หรืออาจเกิดขึ้นเมื่อคุณมีความเครียดด้วยก็ได้

คุณจะทำอะไรได้บ้าง

สมุนไพรบางอย่างสามารถช่วยลดอาการเหงื่อออกในวัยหมดประจำเดือนได้ ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มร้อนๆ และอาหารรสจัด ซึ่งจะไปเพิ่มความร้อนในร่างกาย หากรู้สึกเครียด ให้หยดน้ำมันหอมกลิ่นลาเวนเดอร์สัก 2-3 หยดลงบนกระดาษทิชชู เอาไว้สูดดมเมื่อรู้สึกเครียด

จุดสีน้ำตาล และริ้วรอยเหี่ยวย่น

รอยจุดสีน้ำตาลที่ปรากฏบนมือ เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสี เนื่องจากโดนแสงแดดเป็นเวลานาน มักจะเกิดขึ้นกับคนในวัย 40 ขึ้นไป หากเกิดขึ้นกับผิวของคุณ แสดงว่าถึงเวลาแล้วที่คุณต้องหันมาใส่ใจกับการทาครีมกันแดดให้มากขึ้น ส่วนริ้วรอยเหี่ยวๆ ย่นๆ บนมือก็บ่งชี้ว่าผิวพรรณกำลังขาดความชุ่มชื้นอย่างหนัก

คุณจะทำอะไรได้บ้าง

จุดเหล่านี้สามารถจางลงได้ง่ายๆ ด้วยการใช้น้ำมะนาวมานวดถูมือเป็นประจำ และอย่าลืมทาครีมสำหรับทามือที่มีส่วนผสมของสารกันแดด แม้ว่าจะเป็นหน้าฝนก็ตาม การเลือกรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างผัก ผลไม้สดก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ผิวโดนแผดเผาทำลายจากแสงแดดได้วิธีหนึ่ง หรือถ้าต้องการป้องกันอย่างล้ำลึกก็อาจทานอาหารเสริมร่วมด้วยก็ได้

คุณสามารถวัดอายุผิวด้วยวิธีง่ายๆ โดยการดึงผิวหนังบริเวณหลังมือแล้วปล่อย หากผิวไม่กลับคืนเหมือนเดิมในทันที แสดงว่ากำลังขาดความชุ่มชื้นอย่างหนัก ควรดื่มน้ำให้มากขึ้นให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพื่อคืนความเปล่งปลั่งชุ่มชื้นให้ผิวเหมือนสมัยสาวๆ

ปวดมือ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ และเริ่มรู้สึกปวดหรือเมื่อยล้าบริเวณมือและข้อ นั่นเป็นเพราะคุณพิมพ์ดีดเป็นเวลานานเกิน ทำให้เส้นเอ็นถูกใช้งานมากเกินไป จนรู้สึกร้อนผ่าวบริเวณมือ

คุณจะทำอะไรได้บ้าง

ควรพักจากการใช้คอมพิวเตอร์ไปทำอย่างอื่นเสียบ้าง เปลี่ยนอิริยาบถ ลุกขึ้นบิดขี้เกียจคลายความเมื่อยล้า หรือเดินบ้าง อาจลุกไปชงกาแฟ หรือจะนั่งออกกำลังให้มือด้วยวิธีง่ายๆ ก็ได้ เริ่มโดยกำมือให้แน่นประมาณ 10 วินาที จากนั้นคลายมือออกโดยพยายามกางนิ้วมือให้ยืดออกมากที่สุดเท่าที่จะยืดได้ แล้วปล่อยมือตามปกติ ก่อนจะทำซ้ำตั้งแต่เริ่มอีก 5-10 ครั้ง

ผื่นแดง

ผื่นแดง และอาการแสบร้อนที่มักเกิดบริเวณหลังมือ ส่วนใหญ่เป็นผลจากการแพ้สารเคมี อย่าง ผงซักฟอก หรือพวกน้ำยาทำความสะอาดต่างๆ และบางครั้งอาจจะเกิดจากการใช้ถุงมือยางเป็นเวลานาน จนทำให้ผิวอ่อนบาง แพ้ง่าย โดนอะไรนิดหน่อยก็คันและเป็นผื่นง่าย

คุณจะทำอะไรได้บ้าง

ทาครีมสำหรับลดผื่นคัน หากต้องการป้องกันไม่ให้เกิดอาการผื่นแดงขึ้นอีก สามารถเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิวด้วยการนวดด้วยน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันจากเมล็ดอัลมอนด์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และพยายามหลีกเลี่ยงสารเคมีที่แพ้ ไปใช้พวกผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่ายที่ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีนั้นๆ แทน ล

ไม่มีรูป
756. พิมพา ฟาร์อีสเทิร์น
เมื่อ อ. 30 ธ.ค. 2551 @ 17:37
1044466 [ลบ]

เคล็ดลับเขียนอายไลเนอร์

อายไลเนอร์ช่วยเพิ่มความคมเข้มให้แก่ดวงตาของคุณ หรือทำให้การแต่งหน้าแบบง่ายๆ ดูเปรี้ยวเฉี่ยวขึ้นในทันใด เรารวบรวมทุกเรื่องที่คุณควรรู้ในการเขียนเส้นขอบตาให้สวยดังใจมาให้แล้ว

อายไลเนอร์แบบไหนดี?

อายไลเนอร์แบบดินสอ เป็นอายไลเนอร์แบบดั้งเดิมและเขียนได้ง่ายที่สุด เดี๋ยวนี้มีแบบดินสอสำเร็จรูปที่ไม่ต้องเหลาเพื่อความสะดวกอีกด้วย ควรเลือกแบบที่เนื้อดินสอนุ่มๆ ซึ่งลากเส้นได้ง่าย และไม่ระคายเคือง

อายไลเนอร์แบบเจล เป็นอายไลเนอร์สูตรน้ำที่ต้องเขียนด้วยพู่กันปลายเรียวเล็ก ให้เส้นที่เรียบและคมกว่าแบบดินสอ และถ้าเป็นแบบกันน้ำก็จะติดทนนานกว่าและไม่เลอะเทอะง่าย แต่อาจเขียนได้ยากกว่า

อายแชโดว์ ถ้าไม่อยากลงทุนซื้ออายไลเนอร์ แต่อยากเพิ่มความคมเข้มให้ดวงตาเป็นครั้งคราว คุณสามารถใช้อายแชโดว์ที่มีเม็ดสีเข้มๆ แทนได้ โดยใช้พู่กันแบบปลายเรียวเล็กจุ่มน้ำเล็กน้อยก่อนแต้มอายแชโดว์ และเขียนเส้นขอบตาแบบเดียวกับอายไลเนอร์

เคล็ดลับเขียนอายไลเนอร์

ก่อนเขียนอายไลเนอร์ ให้แน่ใจว่าผิวหนังของคุณปราศจากความมันวาว เพราะมันจะทำให้อายไลเนอร์เลอะเลือน ไม่ติดทนนาน

วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการเขียนอายไลเนอร์ด้วยดินสอก็คือ แต้มดินสอเป็นจุดๆ ตลอดความยาวของขอบตา แล้วค่อยลากเส้นต่อจุดให้กลมกลืนกัน

สำหรับอายไลเนอร์แบบลิควิดให้เส้นที่คมชัด ลองใช้เทคนิคนี้ในการเขียนเส้นขอบตาวางกระจกไว้ตรงหน้า และวางข้อศอกลงบนโต๊ะเพื่อให้มือมั่นคง หรี่ตาครึ่งหนึ่ง และพยายามเขียนเส้นให้ชิดขอบตามากที่สุด ด้วยการดึงเปลือกตาให้ดึงขึ้น โดยวางนิ้วลงใต้โค้งคิ้วและดึงหนังตาขึ้นข้างบน แทนที่จะดึงออกด้านข้าง สำหรับมือใหม่ ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องลากเส้นรวดเดียว แต่ให้ลากเป็นตามเส้น เส้นหนึ่งจากหัวตา เส้นหนึ่งตรงกลางตา และอีกเส้นจากหางตา จากนั้น ใช้พู่กันเกลี่ยตรงช่วงรอยต่อของแต่ละเส้นให้เรียบเนียน เทคนิคนี้ใช้ได้กับการเขียนอายไลเนอร์ด้วยพู่กันทุกชนิด

เวลาที่ต้องใช้พู่กัน ให้จับพู่กันใกล้กับส่วนหัวพู่กันให้มากที่สุด คุณจะควบคุมการวาดเส้นได้ดีกว่า

อายไลเนอร์แบบลิควิดเป็นน้ำ มันจึงต้องให้เวลาสองสามวินาทีหรือแม้แต่สองสามนาทีเพื่อให้มันแห้งสนิท ฉะนั้น อย่าลืมตาเต็มที่เร็วเกินไป มันอาจทำให้เปลือกตาคุณเลอะได้

การเขียนขอบตาล่างสามารถทำให้ลุคของคุณดูคมเข้มขึ้น และเป็นวิธีง่ายๆ ในการแปลงโฉมเมคอัพจากกลางวันเป็นกลางคืน แต่ไม่ควรใช้อายไลเนอร์แบบลิควิดกับขอบตาล่าง มันอาจเข้าตาได้ง่าย วิธีที่ดีที่สุดคืออายไลเนอร์แบบเจลหรือดินสอสำหรับขอบตาล่าง

การฝึกฝนทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ คุณอาจจะพบความยากลำบากในการเขียนเส้นขอบตาในช่วงแรกๆ แต่ถ้าคุณพยายามฝึกฝนต่อไป มันก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ

พรางรูปตาด้วยอายไลเนอร์

ตากลม ใช้ดินสอเขียนขอบตานุ่มๆ เขียนขอบตาทั้งข้างบนและล่างเข้ามาสามในสี่ส่วนจากหางตา ให้เส้นพบกันที่หางตาเป็นรูปตัว V โดยให้ยาวเลยหางตาออกมาเล็กน้อย และใช้แปรงเกลี่ยเส้นออกไปข้างนอกและให้เฉียงขึ้นเล็กน้อยเพื่อทำให้ตายาวขึ้น

ตาเล็ก ทำตามเทคนิคข้างบน แต่อย่าให้เส้นขอบตาบนและล่างต่อกันที่หางตา เพียงแค่เกลี่ยเส้นออกไปด้านนอก และเขียนที่ขอบตาด้านในของขอบตาล่างด้วยสีอ่อนๆ อย่างสีพีชเพื่อทำให้ตาดูโตขึ้น

ตาตี่ เพื่อทำให้ตาดูโตขึ้น เขียนเส้นขอบตาให้หนาตรงกลางตาและบางกว่าที่หางตาและหัวตา และเขียนเส้นเฉพาะขอบตาบนเท่านั้น

ไม่มีรูป
757. พิมพา ฟาร์อีสเทิร์น
เมื่อ พ. 31 ธ.ค. 2551 @ 16:07
1046147 [ลบ]

ผักผลไม้ 7 ชนิด ที่ผู้หญิงควรรับประทาน

ถึงแม้จะมีสาวๆ หลายคนไม่ค่อยจะพิศมัยในการกินผักผลไม้เท่าไหร่นัก แต่ก็เห็นพยายามหาวิธีที่จะทานเข้าไป ด้วยความหวังที่อยากให้ผักผลไม้เหล่านั้นสร้างประโยชน์ให้กับร่างกาย ผักและผลไม้แต่ละชนิดนั้นก็มีวิตามินและแร่ธาตุที่พิเศษแตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้ก็เลยมีเรื่องราวของผักผลไม้ 7 ชนิด ที่มีผลโดยตรง ต่อสุขภาพของ "ผู้หญิง" มาฝาก

1. ลูกพรุน ต้องบอกเลยว่าเป็นแหล่งโปแทสเซียม เหล็ก และไฟเบอร์ชั้นดี ที่สำคัญลูกพรุนยังช่วยให้สาวๆ มีเลือดฝาดดูเป็นสาวสดใส ยิ่งโดยเฉพาะสาวๆ ที่มีอายุ 25 ขึ้นไปร่างกายจะเริ่มเสื่อมโทรม ไขมันจะเริ่มสะสมตามที่ต่างๆ ผิวหน้าก็อาจจะหมองคล้ำลง ธาตุเหล็กที่มีในลูกพรุนจะช่วยดูแลเรื่องนี้ควบคู่กับภาวะที่สตรีต้องสูญเสียเลือดและธาตุเหล็กไปกับประจำเดือนอีกด้วย

2. ถั่ว เพียบพร้อมไปด้วยโปรตีน เหล็กและวิตามินบีด้วยนะคะ มีนักวิทยาศาสตร์เค้าค้นพบว่าเมื่อเรารับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำ (ซึ่งมีมากในถั่วค่ะ) ไฟเบอร์จะเคลือบกระเพาะ ทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วและนาน ความอยากอาหารจะลดลง แถมนอกจากไฟเบอร์แล้วในถั่วยังมีสารอาหารชนิดอื่นๆ อีกด้วย นี่ล่ะค่ะจึงทำให้ผู้หญิงอย่างเราหุ่นดีโดยไม่ขาดสารอาหาร

3. บรอคโคลี มีซีลีเนียมมากซึ่งจะช่วยบำรุงผิวพรรณและช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณอ่อนนุ่มมีน้ำมีนวลแถมยังช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้

4. กล้วย โดยเฉพาะในกล้วยไข่จะมีสารเบต้าแคโรทีน ซึ่งสามารถต้านอนุมูลอิสระ เมื่อสาวๆ อายุ 22 ปีไปแล้ว ร่างกายจะเริ่มหยุดการเติบโต ความเสื่อมของร่างกายก็จะเริ่มมาเยือนค่ะ และนั่นก็จะทำให้เซลล์ในร่างกายทุกเซลล์ผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้น ที่แน่นอนที่สุดความสามารถในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอก็จะลดลงเรื่อยๆ ความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระก็ลดลง นี่ล่ะค่ะ สาวๆ จึงต้องรับประทานกล้วยให้เยอะๆ

5. ฝรั่ง รู้รึเปล่าคะว่า ฝรั่ง 100 กรัม มีวิตามินซีสูงถึง 180 มิลลิกรัม ซึ่งวิตามินซีนี้มีบทบาทในการสร้าง "คอลลาเจน" ที่ทำให้ผิวพรรณเต่งตึงยืดหยุ่น ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัย

6. แอปเปิ้ล มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ที่ชื่อ "เพคติน" ซึ่งจะช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนักและลดคอเลสเตอรอล ถ้าสาวๆ หิวเมื่อไหร่ล่ะก็ให้นึกถึงแอปเปิ้ลไว้ก่อนเลย

7. ส้ม เป็นแหล่งวิตามินเกลือแร่ และเส้นใยธรรมชาติ น้องๆ รู้มั้ยคะว่าการรับประทานส้มโดยไม่คายกากจะช่วยคุมน้ำหนักได้อีกทางนึงนะคะ เพราะจะทำให้เราอิ่มท้องเร็ว สาวๆ ที่อยากลดน้ำหนักต้องส้มเลย

ไม่มีรูป
758. วัชราภรณ์ ก้อนแก้ว วิทย์สุขฯ เลขที่ 3
เมื่อ พ. 31 ธ.ค. 2551 @ 20:02
1046511 [ลบ]

Junk Food หรือ อาหารขยะ

วันนี้สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก เต็มไปด้วยการแข่งขัน เร่งรีบประกอบกับการโฆษณา ยุคโลกาภิวัฒน์ในสหัสวรรษใหม่ ข้อมูลข่าวสารไหลมาตามช่องทางต่างๆ ถึงตัวผู้บริโภคได้รวดเร็ว จนบางครั้ง ไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำไป ที่สำคัญ เชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด ไม่มีใครพิสูจน์จนกว่าจะได้ลองเอง

วิถีชีวิตและพฤติกรรม ที่เปลี่ยนไปของคนเมือง ทำให้ต้องฝากปากท้อง กับอาหารสำเร็จรูป และอาหารจานด่วน ซึ่งส่วนมาก จะมาในรูปอาหารตะวันตก ประเภทสะดวก เร็ว อิ่ม (แต่แพง) เพราะซื้อหาได้ทั่วไป ถูกปากคนรุ่นใหม่ ใส่บรรจุภัณฑ์เก๋ไก๋ พกพาไปได้ทั่ว รับประทานได้ทุกที่

คำว่า Junk Food เป็นศัพท์แสลงของ อาหารที่มีสารอาหารจำกัด หรือที่เรียกกันว่า อาหารขยะ อาหารไร้ประโยชน์ อาหารที่นักโภชนาการ ไม่เคยแนะนำ อะไรทำนองนี้ แต่ขึ้นชื่อว่า Junk Food จะต้องประกอบด้วยสารอาหาร ที่ให้พลังงานเป็นส่วนใหญ่ เช่น น้ำตาล ไขมัน แป้ง และมีส่วนประกอบโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ น้อยมาก ตัวอย่างเช่น ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม รสหวาน ลูกอม หมากฝรั่ง ขนมหวานทุกชนิด อาหารทอด อาหารจานด่วนบางชนิด และน้ำอัดลม หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Empty Calorie มีความหมายว่า ไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์เลย เทียบกับอาหารไทย โดยพื้นฐานแล้ว ในหนึ่งจานให้คุณค่าหลากหลาย ไขมันต่ำกว่า อุดมด้วยสมุนไพร ที่เป็นคุณต่อสุขภาพ แต่ด้วยความเร่งรัดของวิถีชีวิต ทำให้คนไม่มีเวลาเลือกหา และไม่ยอมเสียเวลา ปรุงอาหารรับประทานเอง อย่างน้อยหนึ่งมื้อ ในหนึ่งวันของใครหลายคน จึงเลือก Junk Food เป็นทางออก ขณะเดียวกัน ก็ยอมเสียสตางค์แพงๆ เลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มาเติมเต็มทดแทน ส่วนที่ขาดหายไป …ถ้าคนไทยไม่รู้จักแฮมเบอร์เกอร์ เฟรนซ์ฟราย พิซซ่า แต่ยังคงกินน้ำพริกปลาทู ข้าวกล้อง ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง แกงส้ม… โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน เบาหวาน และอื่นๆ อีกมากมาย ก็ไม่น่าจะเจอในคนอายุน้อยๆ เหมือนที่พบมากในปัจจุบัน ที่สำคัญ เงินทองไม่รั่วไหล ออกนอกประเทศ จำนวนมหาศาลต่อปี

Junk Food ส่วนใหญ่ จะให้พลังงานที่ได้มาจาก ส่วนประกอบ 3 อันดับแรกคือ น้ำตาล ไขมัน และแป้ง ดังนั้น ต้องพิจารณาให้ดี อาหารสำเร็จรูปบางชนิด จะมีฉลากโภชนาการแจ้งให้ทราบ

อาหาร Junk Food ยอดนิยม ยังขาดสารอาหาร ที่มีความจำเป็นต่อการทำงาน ของร่างกายอยู่หลายชนิด และในทางตรงกันข้าม ก็มีพลังงานหรือสารอาหารบางตัว ที่ยังไม่สมดุลกับความต้องการ การดูแลสุขภาพร่างกาย ให้พร้อมสำหรับชีวิตประจำวัน เพื่อให้ร่างกายมีความสมบูรณ์ และแข็งแรงในรูปแบบง่ายๆ ซึ่งเราๆ ท่านๆ ท่องจำขึ้นใจ เป็นเสียงเดียวกันว่า หนึ่ง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สอง รับประทานอาหาร ให้ถูกหลักโภชนาการ และสาม พักผ่อนให้เพียงพอ แต่ถามว่ามีสักกี่คนที่ปฏิบัติทั้ง 3 ข้อนี้ได้อย่างแท้จริง

ไม่มีรูป
759. สุทธิรา หาญยุทธ ม.ฟาร์ เลขที่9
เมื่อ พฤ. 01 ม.ค. 2552 @ 16:07
1048662 [ลบ]

ลองอ่านกันดูนะคะ!!!

เข้านอนโดยไม่ได้ล้างหน้า : เป็นสาเหตุของการเกิดสิว ริ้วรอย และทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น

บีบสิว : ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด นอกจากสิวนั้นจะสุกจนหัวใกล้ระเบิดออกมาเท่านั้น

ยืมเครื่องสำอางกันใช้ : ห้ามอย่างเด็ดขาด หากผู้ที่เราหยิบยืมของมา เป็นโรคปากเปื่อย เฮอร์พีซ ไวรัส ซึ่งอาจติดต่อถึงเราได้

หน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดเวลา

กัดเล็บ : การ กัดแทะเล็บนั้นแสดงถึงความเป็นคนไม่ใส่ใจในบุคลิก

ใช้สบู่ล้างหน้า : สบู่เป็นตัวการทำลายน้ำหล่อเลี้ยงผิว

ชอบจับต้องใบหน้า นั่งเท้าคาง : เป็นการถ่ายทอดเชื้อโรคสู่ผิวหน้า ทำให้เกิดสิว และผื่นต่างๆ ได้ง่าย

เลียริมฝีปากอยู่ตลอดเวลา : ลองหันมาใช้ลิปสติกปกป้องบำรุงริมฝีปากแทนจะดีกว่าค่ะ

ดึงเส้นผมทิ้งเล่น : เป็นนิสัยที่ควรละเว้น

ยืนงอ ห่อตัว : แม้จะสวยกว่านางงาม หากยืนห่อไหล่ ห่อตัว จะทำให้ดูไม่สง่างามเลย นอกจากจะเสียบุคลิกแล้ว อาจทำให้ปวดหลังและเป็นโรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารได้ค่ะ

ลองนำเกร็ดความรู้ ที่เอามาฝาก ไปปรับใช้กันนะคะ

ไม่มีรูป
760. วัชราภรณ์ ก้อนแก้ว วิทย์สุขฯ เลขที่ 3
เมื่อ ส. 03 ม.ค. 2552 @ 23:10
1052952 [ลบ]

สมุนไพรไทยกินต้านหวัด

* กระเทียม มีสรรพคุณทางยาโดยเฉพาะการต้านเชื้อโรค เนื่องจากกระเทียมมีสารอัลลิซิน (allicin) ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อได้ มีกลิ่นฉุนจะเกิดขณะทุบหรือบดกระเทียม ส่วนกระเทียมโทนที่มีกลิ่นและรสเผ็ดร้อนกว่ากระเทียมธรรมดาจะให้ประสิทธิภาพมากกว่า จากการศึกษาพบว่า กระเทียมโทนมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้ดีกว่าเพนนิซิลลิน และเตตร้าซัยคลิน ที่เป็นยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) ที่ใช้โดยทั่วไป นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคท้องเสีย แผลติดเชื้อ วัณโรค ไทฟอยด์ และกลากเกลื้อนอีกด้วย ซึ่งกระเทียมสดจัดว่ามีสรรพคุณรักษาอาการติดเชื้อได้ดีที่สุด เช่น น้ำคั้นหัวกระเทียมผสมน้ำอุ่นและเกลือเล็กน้อย เพื่อกลั้วคอการบรรเทาและรักษาทอนซิลอักเสบที่เริ่มเป็นหรือฆ่าเชื้อในปากและลำคอ

* ขิง มีสารประกอบที่ให้รสเผ็ดร้อนอย่างจินเจอรอล และโชกาออล ที่ช่วยบรรเทาหวัดและไข้หวัดใหญ่ ซึ่งสามารถนำมาปรุงผ่านความร้อนหรือรับประทานสดก็ได้ นอกจากนี้ขิงยังสามารถบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้และวิงเวียนศีรษะได้อีกด้วย

* มะขามป้อม ในส่วนที่กินได้ 100 กรัม มะขามป้อมมีวิตามินซี 276 มก. เราสามารถนำเนื้อผลแห้ง หรือสดมารับประทานเพื่อขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ นอกจากนี้ถ้านำผลแห้งมาต้มดื่มจะช่วยแก้ไข้

* กะหล่ำปลี กะหล่ำปลีดิบให้มีวิตามินซีสูงที่สุด โดยเฉพาะกระหล่ำดาวที่ 1 ถ้วย มีวิตามินซีถึง 97 มก. แถมยังมีสารต้านมะเร็งหลายตัว ช่วยลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ได้โดยเราสามารถรับประทานแบบสดและปรุงสุก แต่ไม่ควรรับประทานกะหล่ำปลีสดในปริมาณมากๆ เพราะมีสารกอยโตรเจน (Goitrogen) ซึ่งจะไปขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ ทำให้ร่างกายขาดไอโอดีน แต่หากนำมาปรุงสุก กอยโตรเจนก็จะสลายไป

* ฟ้าทะลายโจร เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมในการบรรเทาและรักษาอาการเจ็บคอ ซึ่งเคยมีการศึกษาระบุถึงประสิทธิผลในการบรรเทาอาการหวัด (Common cold) ต่อมทอนซินอักเสบ มีคุณสมบัติแก้ไข้ (antipyretic) และต้านการอักเสบ (anti-inflammatory) และมีสารแอนโดรกราโฟไลด์เป็นส่วนประกอบสำคัญ โดยสถาบันการแพทย์แผนไทยได้ระบุการทดลองให้ยาเม็ดสารสกัดฟ้าทะลายโจรที่ควบคุมให้มีปริมาณของแอนโดกราโฟไลด์ และดีออกซีแอนโดรกราไฟไลด์รวมกันไม่น้อยกว่า 5 มิลลิกรัม /เม็ด ครั้งละ 4 เม็ด วันละ 3 เวลา ในผู้ที่เป็นไข้หวัด พบว่าความรุนแรงของทุกอาการไอ เสมหะ น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดหู นอนไม่หลับและเจ็บคอน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเรานำส่วนลำต้นหรือใบสด 1 กำมือ มาทุบและบดต้มกับน้ำจิบเรื่อยๆ

* พริก ปริมาณวิตามินซีในพริกมากน้อยแตกต่างในแต่ละสายพันธุ์ เช่น พริกชี้ฟ้า พริกหยวก ก็มีปริมาณวิตามินซีมากกว่าพริกขี้หนู เป็นต้น พริกมีสารที่ทำให้เกิดรสเผ็ดที่เรียกว่า Capsaicin ที่ช่วยบรรเทาให้ระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้น และช่วยให้โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังดีขึ้นได้ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระและกระตุ้นการสร้างสารไนตริกออกไซด์ ที่ช่วยขยายและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับหลอดเลือด ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้

ไม่มีรูป
761. น.ส.ขวัญแรก ปันสา cmru sex 02 No.58
เมื่อ อา. 04 ม.ค. 2552 @ 11:57
1053453 [ลบ]

วิธีการออกกำลังกายเพื่อให้ได้รูปร่างที่ดี

การออกกำลังกายเป็นเรื่องแปลกสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย การบริหารของผู้ชายมักจะเน้นกล้ามเนื้อส่วนบนของร