สมัครสมาชิก   เข้าระบบ  
ขอเชิญสมาชิกทุกท่านร่วมโหวตผู้ผ่านการคัดเลือกรางวัลสุดคะนึงประจำเดือน มิ.ย.2552 ค่ะ และปิดรับการโหวตวันที่ 9 ก.ค. 2552 เวลา 24.00 น.
ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ
อ.กั้ม
อ่าน: 8768
01-รูปร่างดีรู้ได้อย่างไร
รูปร่างดีรู้ได้อย่างไร

ปัจจุบันคนมักมองว่ารูปร่างของตนเองเป็นแบบใดขึ้นอยู่กับความคิดเห็นส่วนบุคคลหรือเป็นการแสดงความคิดว่ามีรูปร่างแบบใด ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงและอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ ดังจะเห็นได้จากการที่กลุ่มนางแบบในปัจจุบันที่วงการแฟชั่นทั่วโลก ได้จุดกระแสขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2006 ที่ผ่านมา ก็คือ การที่ผู้จัดงานแฟชั่น วีค ทั่วโลก พร้อมใจกันแบนนางแบบที่ผอมผิดปกติ โดยห้ามไม่ให้นางแบบที่ผอมเหมือนคนเป็นโรคขาดอาหารเดินแบบโดยเด็ดขาด หลังจากการตายระหว่างเดินแบบ ของนางแบบชาวอุรุกวัย ที่ไม่ยอมกินอะไรเลยก่อนเดินแบบ เพราะคิดว่าถ้าผอมจะทำให้ตัวเองดูดีและมีชื่อเสียงมากขึ้น การตายของนางแบบอุรุกวัย ทำให้ แมดริด แฟชั่น วีค ของสเปน เป็นประเทศแรกที่ประกาศแบนนางแบบที่ผอมผิดปกติทันที โดยจะไม่ยอมให้เดินแบบ ถ้านางแบบคนนั้นมีมวลรวมของร่างกาย(body mass index)อยู่ที่ระดับตํากว่า 18 ในทางการแพทย์บอกว่า ปกติแล้วคนเราควรมีมวลรวมของร่างกาย(body mass index)อยู่ที่ระดับ 18 ขึ้นไป จึงจะถือว่ามีสุขภาพดี

 

ในทางกลับกันความอ้วนนี้ยังก่อให้เกิดต่อการเกิดอาการและโรคต่างๆ มากมายอาทิ อาการหายใจไม่อิ่ม ,ทำให้ข้อต่อต่างๆ ของร่างกายแบกรับน้ำหนักมากขึ้น, แผลจะหายซ้าและติดเชื้อได้ง่าย,โรคหัวใจขาดเลือด ,โรคเบาหวาน,นิ่วในทางเดินน้ำดีเพิ่มขึ้น ,ความดันโลหิตสูง ,หัวใจขาดเลือด ,เส้นเลือดในสมองตีบ,โรคมะเร็งบางชนิด ได้แก่มะเร็งที่พึ่งฮอร์โมนในผู้หญิงได้แก่ โรคมะเร็งมดลูก โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งเต้านม ส่วนในผู้ชายได้แก่มะเร็งลูกหมาก นอกจากนั้นยังพบว่ามะเร็งทางเดินอาหารเพิ่มขึ้นเช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร และโรคมะเร็งถุงน้ำดี ฯ ซึ่งเป็นการบั่นทอนสุขภาพให้เสื่อมโทรมและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

 

 ฉะนั้นการที่มีรูปร่างที่ดีก็จะส่งผลให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในการตรวจสอบรูปร่างของตนเองสามารถหาได้จากดัชนีมวลกาย BMI [body mass index] ซึ่งคิดค้นโดย Mr.Adolphe Quetelet    ชาวเบลเยี่ยม เป็นค่าที่อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัวและส่วนสูง มาเป็นตัวชี้วัดสภาวะของร่างกายว่ามีความสมดุลของน้ำหนักตัวต่อส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่    ค่าดัชนีมวลกายสามารถคำนวณได้โดยนำน้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูงกำลังสอง (หน่วยเป็นเมตร) ดังนี้

 

 

 

 

 

 

การคำนวณดัชนีมวลกาย

ดัชนีมวลกาย(BMI)   =    น้ำหนัก(กก)
                                      ส่วนสูง(ม)²

ตัวอย่างการคำนวณ

น้ำหนัก 75 กก.      ส่วนสูง 180ซม.

1.    น้ำหนักตั้ง   75 กก.

2.    ส่วนสูงxส่วนสูง = 1.80x1.80= 3.24

3.    ดัชนีมวลกาย= 75/3.24=23.14 กก/ตารางเมตร

                              รูปร่างสมส่วน

เมื่อคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย BMI [body mass index] ได้แล้วก็นำมาเปรียบเทียบกับตารางว่าท่านมีรูปร่างอย่างไร

ดรรชนีมวลกาย

รูปร่าง

ชาย

หญิง

ผอม

น้อยกว่า  19.00

น้อยกว่า  18.00

สมส่วน

ระหว่าง  19.01 - 24.99

ระหว่าง  18.01 - 23.99

น้ำหนักเกิน

ระหว่าง  25.00 - 29.9

ระหว่าง  24.00 - 29.9

อ้วนไป

มากกว่า  30

มากกว่า  30

 

 

ความสำคัญของการรู้ค่าดัชนีมวลร่างกาย  BMI [body mass index]  เพื่อดูอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ถ้าค่าที่คำนวณได้ มาก หรือ น้อยเกินไป ดังนั้นจึงควรรักษาระดับน้ำหนัก และค่าดัชนีความหนาของร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ  สำหรับค่าค่าดัชนีมวลร่างกาย สำหรับชาวเอเชีย พบว่าประเทศอากาศร้อน ความอ้วนจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงถือค่าประมาณ 18-23 กก./ตารางเมตร  เป็นค่าที่เหมาะสมสำหรับชาวเมืองร้อน การประเมินค่าดัชนีมวลกายนั้น จะต้องคำนึงถึงตัวแปรต่าง ๆ ด้วย ดังเช่นมวลกล้ามเนื้อ มวลไขมัน เพราะฉะนั้นดัชนีมวลร่างกายข้างต้นจะไม่สามารถนำไปใช้ได้กับผู้ที่มีมวลกล้ามเนื้อมาก

ข้อระวัง ในการคำนวณหาค่าดัชนีมวลร่างกาย  BMI [body mass index] จะใช้ประเมินปริมาณไขมันในผู้ที่มีกล้ามเนื้อมากๆไม่ได้ เช่น นักกีฬา นักเพาะกาย ที่อาจจะมีน้ำหนักมากเกิน 100 กิโลกรัมแต่ไม่จัดอยู่ในขั้นอ้วนหรืออันตรายมาก และใช้ประเมินในผู้ที่กล้ามเนื้อลีบจากสูงอายุไม่ได้ สำหรับคนอ้วนที่ยังไม่มีอาการของโรคต่างๆ ถือเป็นโอกาสดีที่ท่านยังมีเวลาแก้ตัว รีบควบคุมสภาพของท่านให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้กับปกติให้มากที่สุดก่อนที่จะมีการแสดงอาการของโรคต่างๆเกิดขึ้น 

การรับประทานอาหารมากๆและไม่ถูกสุขลักษณะแล้วทำให้มีค่าดัชนีมวลกายสูงๆ จะทำให้ต้องมาเสียโอกาสต่างๆไม่ว่าจะเป็น การเข้าทำงาน การเสียบุคลิกภาพ  และต้องคอยจ่ายยาเพื่อรักษาอาการของโรคที่ตามมา  การลดการน้ำหนักที่มากเกินไปโดยการหันมาสนใจดูแลสุขภาพเราเอง จะทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายเหมือนการรักษา อีกทั้งยังได้สุขภาพที่สมบูรณ์ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในบั้นปลายอีกด้วย  

สำหรับท่านที่มีเกณฑ์ดัชนีมวลกายต่ำกว่ามาตรฐาน คงต้องมาลองสำรวจหาความผิดปกติของระบบอาหารและการทานอาหารของเรา หรือการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เราเบื่ออาหาร ทานไม่ได้ หรือใช้พลังงานมากกว่าการได้รับสารอาหารเข้าไป การปล่อยสภาพร่างกายให้ผอมมากและนานเกินไปก็มีผลร้ายต่อร่างกายเราเช่นกัน ฉะนั้นจึงควรรีบหาสาเหตุและแก้ไขที่ต้นเหตุ แล้วสุขภาพที่ดีและรูปร่างที่ดีก็จะกลับมาเป็นของคุณครับ

 

 

      

 

----------------------------------------

หมวดหมู่: การแพทย์ สุขภาพ สุขภาวะ
คำสำคัญ: bmi [body mass index]   การคำนวณดัชนีมวลกาย  รูปร่างดี
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: อา. 02 พ.ย. 2551 @ 23:44   แก้ไข: จ. 03 พ.ย. 2551 @ 10:31   ขนาด: 46504 ไบต์
ความคิดเห็น
ไม่มีรูป
1111. ทวีวัฒน์ ม.ฟา [IP: 118.172.22.195]
เมื่อ อา. 15 ก.พ. 2552 @ 21:30
1134543 [ลบ] [แจ้งลบ]

การตรวจภายใน

มะเร็งเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้นๆ การวินิจฉัยได้เร็วจะทำให้การรักษาได้ผลดี ผู้ชายมักจะเป็นมะเร็งในที่ซ่อนเร้นทำให้เมื่อเกิดอาการโรคก็ลุกลามจนยากจะเยียวยาเช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ แต่สำหรับผู้หญิงนับว่าโชคดีเพราะเป็นมะเร็งในที่สามารถตรวจได้เร็ว เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูกเรื่องมะเร็งเต้านมก็สามารถคลำได้ด้วยตัวเอง ส่วนมะเร็งปากมดลูกก็มีการตรวจ Pap test ซึ่งสามารถให้การวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว เรามารู้จักกันว่า Pap test เป็นอย่างไร

ใครที่ต้องตรวจ Pap test

แน่นอนว่าต้องเป็นผู้หญิงและต้องอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ด้วย สมาคมโรคมะเร็งของอเมริกาได้แนะนำให้เริ่มตรวจ Pap หลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกไปแล้ว 3 ปี หรือมีอายุมากกว่า 21 ปีแม้ว่าจะไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ให้ตรวจตามตารางข้างล่าง

อายุ ความถี่ของการตรวจ

21 - 29 ให้ตรวจปีละครั้ง

30 - 69 ให้ตรวจทุก 2-3ปีหากการตรวจ 3 ครั้งหลังให้ผลปกติ

70 และมากกว่า ให้หยุดตรวจเมื่อการตรวจ 3 ครั้งหลังและ 10 ปีที่ผ่านมาผลการตรวจปกติ

หากว่าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงข้างล่างนี้จะต้องตรวจ Pap test ทุกปี

มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย และมีเคยมีคู่หลายคน

ปัจจุบันมีคู่ขาหลายคน

คู่ขามีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยและมีแฟนหลายคน

เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งปากมดลูก

เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งหรือเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก

เป็นโรคหูดหงอนไก่

สูบบุหรี่

ติดเชื้อ HIV

เป็นคนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนเช่น มะเร็ง

การตรวจภายในต้องเตรียมตัวอย่างไร

สำหรับท่านที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธุ์หรือตรวจครั้งแรกก็อาจจะทำใจยากสักหน่อย ส่วนผู้ที่เคยตรวจมาแล้วก็คงจะเข้าใจขั้นตอนและความจำเป็นวิธีการเตรียมตัวก่อนไปตรวจ Pap test

ก่อนไปตรวจก็ควรทำความสะอาดภายนอกโดยใช้สบู่ธรรมดา ไม่ต้องใส่น้ำหอมหรือกลิ่น

ควรสวมกระโปงหรือกางเกงหลวมๆที่สามารถถอดออกง่าย

ไม่ควรจะไปเล่นกีฬาหรือไป shopping ก่อนการตรวจ

ควรจะงดการมีเพศสัมพันธุ์ก่อนการตรวจ

ไม่ควรสวนหรือล้างภายในช่องคลอด

ไม่ควรจะเหน็บยา

ไม่ควรไปตรวจช่วงมีประจำเดือน

วิธีการตรวจ

เมื่อท่านได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าต้องการจะตรวจภายใน เจ้าหน้าที่ก็จะนำท่านไปพบแพทย์หลังจากซักประวัติ และตรวจร่างกายแล้วก็จะเข้าห้องตรวจภายในซึ่งเป็นห้องที่มิดชิดพอสมควร เจ้าหน้าที่จะแนะนำให้ท่านเปลี่ยนกางเกงหรือกระโปงเป็นผ้าที่มีลักษณะเหมือนผ้าถุง เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่จะนำท่านไปยังเตียงตรวจซึ่งไม่เหมือนกับเตียงตรวจที่ท่านเคยเห็น เมื่อนอนเตียงเรียบร้อยแล้วเจ้าหน้าที่จะให้ท่านวางเท้าไว้บนขาหยั่งซึ่งจะทำให้ท่านต้องแยกขาออก เจ้าหน้าที่จะเปิดผ้าถุง และนำผ้ามาคลุมและเปิดช่องไว้เพียงพอในการตรวจ หลังจากนั้นจะเรียกแพทย์มาตรวจ แพทย์จะทำความสะอาดบริเวณดังกล่าวด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ แล้วจึงใส่ speculum เพื่อขยายช่องคลอด การเลือด speculum แพทย์จะอาศัยประวัติการมีเพศสัมพันธ์และประวัติการคลอดบุตร การใส่ speculum อาจจะสร้างความอึกอัดเล็กน้อย หลังจากนั้นแพทย์จะใช้ไม้ไปขูดเนื้อเยื่อที่ปากมดลูก และนำเซลล์นั้นไปส่งตรวจหามะเร็ง

การแปลผล

หลังจากที่แพทย์ส่งเซลล์ไปตรวจต้องใช้เวลารอสัก 2-3 วันผลรายงานที่ออกมามีดังนี้

ปกติหรือ Normal หมายถึงตรวจไม่พบเซลล์ที่ผิดปกติ ดังนั้นไม่ต้องทำอะไรต่อ

Atypical squamous cells of undetermined significance มีความผิดปกติของเซลล์แต่ไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ อาจจะเกิดจากการติดเชื้อหรือการอักเสบของปาดมดลูก แพทย์จะแนะนำให้มาตรวจซ้ำ

Squamous intraepithelial lesion ลักษณะที่ตรวจพบจะมีโอกาศเป็นมะเร็งได้สูง แพทย์จะต้องนัดตรวจเพิ่มเติม

Atypical glandular cells หากได้รับรายงานนี้แพทย์ต้องตรวจต่อ

Squamous cancer or adenocarcinoma cells ผลออกมาแบบนี้ก็ต้องตรวจต่อว่าเป็นมะเร็งมากแค่ไหน เพื่อวางแผนการรักษา

เมื่อได้รับรายว่าว่าผลการตรวจ Pap แพทย์จะนัดมาตัดชิ้นเนื้อที่ปากมดลูกเพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอน

ไม่มีรูป
1112. วัชราภรณ์ ก้อนแก้ว วิทย์สุขฯ เลขที่ 3 [IP: 203.146.37.28]
เมื่อ อา. 15 ก.พ. 2552 @ 23:14
1134846 [ลบ] [แจ้งลบ]

หุ่นดีด้วยวิธีง๊าย ...ง่าย

วิธีที่ว่านั่นก็คือ ..... การแขม่วท้องค่ะ .....

การแขม่วท้องเป็นการออกกำลังกายที่ง่าย ๆ และทำได้ตลอดเวลา นอกจากเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการทำให้คนคนนั้นตระหนักถึงพุงที่ยื่นออกมามากกว่าปกติ แถมยังเป็นการกระตุ้นเตือนให้เราระวังการเอาของแพงๆ ใส่เข้าไปในปากอีกด้วย

ทำไมเข็มขัดลดความอ้วนที่ประกาศขายตามโฆษณาทางโทรทัศน์จึงขายได้ เข็มขัดลดความอ้วนคือการใช้ไฟฟ้ากระตุ้นให้กล้ามเนื้อท้องแข็งแรง คล้ายๆ มีคนมาสะกิดเตือนที่เอวของคนที่ใส่เข็มขัดว่า คุณๆ ลืมไปหรืเปล่า พุงยื่นออกมามากแล้ว สะกิดอยู่บ่อยๆ ก็จะทำให้ผอม

..... ประโยชน์ของการแขม่วท้อง - ขมิบก้น .....

1. เราได้ออกกำลังตลอดทั้งวัน ออกกำลังกายกล้ามท้อง ทำให้ร่างกายได้ใช้พลังงานตลอดเวลา ไม่มีการสะสม

2. ทำให้รู้สึกถึงการบริโภคที่เกินขนาด คล้ายนุ่งกางเกงคับๆ เราจะกินอาหารได้ไม่มาก แต่ถ้านุ่งกางเกงแพรกินข้าว ไม่อึดอัด กินได้มาก

3. ระบบขับถ่ายดี การแขม่วท้องแก้ท้องผูกได้ดีมาก คนมีกล้ามท้องจะเป็นคนถ่ายสะดวก สบายท้อง

4. การแขม่วท้อง คล้ายการฝึกอานาปานสติ กำหนดลมหายใจ ท้องยุบหนอ พองหนอ รู้สึกที่ท้อง ท้องเป็นจุดรวมของความรู้สึกนึกคิดของคน คนจึนโบราณบอกว่า ปัญญาอยู่ที่พุงหรือที่ท้อง

เพราะฉะนั้นสาว ๆ มาลดพุงโดยการแขม่วท้องกันดีกว่าค่ะ สุขภาพโดยรวมจะได้ดีขึ้น แถมยังทำได้ง่าย ๆ จะทำเวลาไหนก็ได้ เพราะอย่างเวลาที่เรานั่งอยู่เฉย ๆ ก็แขม่วท้องและตามด้วยขมิบก้นอีก ซึ่งเป็นวิธีที่จะทำให้คุณไม่ต้องเสียสตางค์กินยาลดความอ้วนเลยด้วย

ไม่มีรูป
1113. เบญจวรรณ หล้าแปง ม.ฟาร์เลขที่40 [IP: 118.172.92.164]
เมื่อ จ. 16 ก.พ. 2552 @ 14:34
1135773 [ลบ] [แจ้งลบ]

10 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี

ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก

1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง

2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี

3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว

4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ

6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล

7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%

8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย

9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด

10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้

ไม่มีรูป
1114. น.ส.ปาริชาติ กันทะวงค์ เลขที่10 มฟาร์อีสเทอร์น [IP: 202.149.25.234]
เมื่อ จ. 16 ก.พ. 2552 @ 15:00
1135823 [ลบ] [แจ้งลบ]

ประเภทของกิจกรรมนันทนาการ

กิจกรรมนันทนาการมีหลายประเภท เพื่อให้บุคคลเข้าร่วมทำ กิจกรรมได้ตามความสนใน

ดังนี้

1. การฝีมือและศิลปหัตถกรรม (Arts and crafts) เป็นงานฝีมือหรือสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ

เช่น การวาดรูป งานแกะสลัก งานปั้น การประดิษฐ์ดอกไม้ เย็บปักถักร้อย ทำ ตุ๊กตา

ประดิษฐ์ข้าวของเครื่องใช้ และงานศิลปะอื่น ๆ

2. เกมส์ กีฬา และกรีฑา (Games, sport and track and fields) กิจกรรมนันทนาการ

ประเภทนี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กีฬากลางแจ้ง

(Outdoor Games) ได้แก่ กีฬาที่ต้องใช้สนามกลางแจ้ง เช่น ฟุตบอล บาสเก็ตบอล

และกิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ กีฬาในร่ม (Indoor Games) ได้แก่ กิจกรรมในโรง

ยิมเนเซียม หรือในห้องนันทนาการ เช่น แบดมินตัน เทเบิลเทนนิส หมากรุก ฯลฯ

3. ดนตรีและร้องเพลง (Music) เป็นกิจกรรมนันทนาการที่ให้ความบันเทิง ดนตรีเป็น

ภาษาสากลที่ทุกชาติทุกภาษาสามารถเข้าใจเหมือนกัน แต่ละชาติแต่ละท้องถิ่นจะมี

เพลงพื้นบ้านของตนเอง และเครื่องดนตรีพื้นบ้าน เราสามารถเลือกได้ตามความสนใจ

ไม่ว่าจะเป็นสากลหรือพื้นบ้าน

4. ละครและภาพยนตร์ (Drama) เป็นนันทนาการประเภทให้ความรู้ความบันเทิง ความ

สนุกสนานเพลิดเพลิน และสะท้อนให้เห็นถึงสภาพจริงของสังคมยุคนั้น ๆ

5. งานอดิเรก (Hobbies) เป็นกิจกรรมนันทนาการที่ช่วยให้การดำ เนินชีวิตประจำ วัน มี

ความสุข เพลิดเพลิน งานอดิเรกมีหลายประเภท สามารถเลือกได้ตามความสนใจ

เช่น

5.1 ประเภทสะสม เป็นการใช้เวลาว่างในการสะสม สิ่งที่ชอบสิ่งที่สนใจ ที่นิยมกัน

มาก ได้แก่ การสะสมแสตมป์ เหรียญเงินในสมัยต่าง ๆ อาจเป็นของในประเทศ

และต่างประเทศ การสะสมบัตรโทรศัพท์ ฯลฯ

5.2 การปลูกต้นไม้ เป็นงานอดิเรกที่ให้ทั้งความเพลิดเพลิน และได้ออกกำ ลังกาย

และได้ผักสดปลอดจากสารพิษไว้รับประทานหากเป็นการปลูกพืชผักสวนครัว

5.3 การเลี้ยงสัตว์ อาจเป็นการเลี้ยงในลักษณะไว้เป็นอาหาร เช่น เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่

นกกระทา หรือเลี้ยงไว้ดูเล่น เช่น เลี้ยงสุนัข แมว นกปลา ฯ การเลี้ยงสัตว์เป็นกิจ

กรรมที่ช่วยเสริมสร้างลักษณะนิสัยของเด็กให้มีจิตใจอ่อนโยน และฝึกความรับ

ผิดชอบ

5.4 การถ่ายรูป เป็นงานอดิเรกที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง แต่ค่าใช้จ่ายอาจจะค่อนข้าง

สูง เนื่องจากอุปกรณ์ราคาแพง และมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางเข้ามาเกี่ยว

ข้อง หากไม่มีข้อจำ กัดทางด้านเศรษฐกิจ การถ่ายรูปก็เป็นกิจกรรมที่ให้ความ

เพลินเพลิดและความภาคภูมิใจต่อผู้ทำ กิจกรรมมาก

6. กิจกรรมทางสังคม (Social activities) เป็นกิจกรรมที่กลุ่มคนในสังคมร่วมจัดขึ้น โดย

มี จุดมุ่งหมายเดียวกัน เช่น การจัดเลี้ยงปีใหม่ งานเลี้ยงวันเกิด กานฉลองในโอกาส

พิเศษต่าง ๆ

7. เต้นรำ ฟ้อนรำ (Dance) เป็นกิจกรรมที่ใช้จังหวะต่าง ๆ เป็นกิจกรรมที่ให้ความสนุก

สนาน เช่น เต้นรำ พื้นเมือง การรำ ไทย รำ วง นาฏศิลป์ ลีลาศ

8. กิจกรรมนอกเมือง (Outdoor activities) เป็นกิจกรรมนันทนาการนอกสถานที่ ที่ให้

โอกาสมนุษย์ได้เรียนรู้ธรรมชาติ ได้พักผ่อน เช่น การอยู่ค่ายพักแรม ไปท่องเที่ยวตาม

แหล่งธรรมชาติ

9. ทัศนศึกษา (Field trip) เพื่อศึกษาศิลปวัฒนธรรม ตามวัดวาอาราม หรือศึกษาความ

ก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ ในนิทรรศการหรืองานแสดงต่าง ๆ

10. กิจกรรมพูด เขียน อ่าน ฟัง (Speaking Writing and Reading) การพูด เขียน อ่าน

ฟัง ที่นับว่าเป็นกิจกรรมนันทนาการ ได้แก่

10.1 การพูด ได้แก่ การคุย การโต้วาที การปาถกถา ฯ

10.2 การเขียน ได้แก่ การเขียนบันทึกเรื่องราวประจำ วัน เขียนบทกวี เขียนเพลง เรื่อง

สั้น บทความ ฯ

10.3 การอ่าน ได้แก่ การอ่านหนังสือพิมพ์ อ่านหนังสือทั่ว ๆ ไป ที่ให้ทั้งความรู้และ

ความเพลิดเพลิน

10.4 การฟัง ได้แก่ การฟังวิทยุ ฟังอภิปราย โต้วาที ทอล์คโชว์ ฯ

11. กิจกรรมอาสาสมัคร (Voluntary Recreation) เป็นกิจกรรมบะเพ็ญประโยชน์ที่บุคคล

เข้าร่วมด้วยความสมัครใจ เช่น กิจกรรมอาสาพัฒนา และกิจกรรมอาสาสมัครต่าง ๆ

ไม่มีรูป
1115. Chanoknath @Fareastern [IP: 114.128.13.79]
เมื่อ จ. 16 ก.พ. 2552 @ 19:02
1136140 [ลบ] [แจ้งลบ]

เรื่องควรจำ..เกี่ยวกับระบบเผาผลาญ

ระบบเผาผลาญของเราก็คือหน่วยจารชนที่จะช่วยทำลายล้างไขมันออกไป เราจึงควรจะรู้เรื่องเกี่ยวกับระบบเผาผลาญให้มากกว่านี้ จะได้รู้ว่าต้องทำอย่างไร จารชนคนเก่งถึงจะทำงานคล่องปรี๊ดๆ

1. ยิ่งดื่มน้ำ ระบบเผาผลาญก็ยิ่งทำงานดี

เพราะถ้าร่างกายขาดน้ำ ระบบเผาผลาญก็จะทำงานน้อยลงไป 2% ถ้าดื่มน้ำได้วันละ 8-12 แก้วเมื่อไร ระบบเผาผลาญจะปลื้มมากๆ

2. ชาช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญได้

แต่ต้องเป็นชาสมุนไพรอย่างชาอูหลงกับชาเขียวเท่านั้นนะ ไม่รวมชาใส่น้ำตาลเพียบที่วางขายกันโครมๆ นั่นหรอก เพราะชาสมุนไพรมีสารแคททีชินที่กระตุ้นการเผาผลาญ ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรีหรือเท่ากับเราลดน้ำหนักลงไปได้ปีละ 2 กิโลกรัม

3. ระบบเผาผลาญจะทำงานมากขึ้นช่วงก่อนมีรอบเดือน

นี่คือเหตุผลว่าทำไมช่วงนี้สาวๆ ถึงเจริญอาหารอยากกินนั่นนี่ทั้งวัน เพราะหลังจากไข่ตก ฮอร์โมนในตัวเราก็จะเพิ่มขึ้นและเผาผลาญได้มากขึ้นถึง 300 แคลอรีต่อวัน

4. กินโปรตีนมากก็เผาผลาญมาก

เพราะการย่อยโปรตีนต้องใช้พลังงานมากกว่าการย่อยคาร์โบไฮเดรต สาวๆ ที่คิดจะลดความอ้วนด้วยการอดโปรตีน สงสัยต้องเปลี่ยนแผนใหม่แล้วมั้ง

ไม่มีรูป
1116. น.ส.พิชญา ลีวรรธนะ ม.ฟาร์ เลขที่74 [IP: 58.147.45.14]
เมื่อ จ. 16 ก.พ. 2552 @ 22:32
1136846 [ลบ] [แจ้งลบ]

วัยรุ่นสาว เป็นวัยที่มักจะหิวบ่อยและชอบกินของขบเคี้ยว ขนมหวานลูกอมต่าง ๆ จนติดเป็นนิสัย ถ้าหากว่าขาดการดูแลเอาใจใส ดูแล

รักษาความสะอาดช่องปากได้ไม่ดีพอแล้ว ก็จะเกิดฟันผุได้ง่ายมาก และที่สำคัญวัยรุ่นมักมีปัญหาเรื่องโรคเหงือก ที่เป็นกันมากคือ เหงือกอักเสบ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว แต่เหตุใหญ่เกิดจากการไม่รักษาความสะอาดของปากและ

ฟันมากกว่า

วัยนี้จึงควรให้ความสนใจในเรื่องการแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึง การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และพอเพียงสำหรับการเจริญ

เติบโตของร่างกาย และพึงปฏิบัติจนให้ถกต้องเพื่อป้องกันโรคฟันผุและโรคปริทันต์ ดังนี้

1. แปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึง แปรงฟันหลังอาหารและก่อนเข้านอนเพื่อกำจัดเศษอาหารและคราบสกปรก

2. ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ

3. ใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวัยละ 1 ครั้ง เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์บริเวณซอกฟัน

4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างฟันให้มีสุขภาพแข็งแรง เช่น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ นม ไข่ ผักสด ผลไม้

5. หลีกเลี่ยงอาหารหวาน หรือว่าขนมเหนียวติดฟัน

6. ตรวจฟันและเหงือกด้วยตนเองสม่ำเสมอ และควรไปพบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจสุขภาพในช่องปาก ขูดหินปูดทำความ

สะอาดฟัน และแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ในช่องปาก

ไม่มีรูป
1117. นภา ใจเฟย ม.ฟาร์(28) [IP: 118.172.94.52]
เมื่อ อ. 17 ก.พ. 2552 @ 11:47
1137550 [ลบ] [แจ้งลบ]

14 วิธีขับถ่ายปัสสาวะ เพื่อสุขภาพที่ดี

ไม่น่าเชื่อว่า แม้คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะกันมาก ตั้งแต่แรกเกิด แต่หลายคนไม่ทราบวิธีที่ดีที่ทำให้ระบบขับถ่ายปัสสาวะเป็นปกติวันนี้จะขอเสนอ 14 อุปนิสัยที่ดีในการขับถ่ายปัสสาวะ

1. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ

2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้

3. ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา

4. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง

5. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่น้ำปัสสาวะลำพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้

6. อาจจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ แต่อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง

7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะรับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้

8. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด

9. ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ

10. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

11. น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์

12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน

13. คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน

14. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง

ไม่มีรูป
1118. สาวิตรี_far46 [IP: 118.172.57.3]
เมื่อ อ. 17 ก.พ. 2552 @ 11:48
1137554 [ลบ] [แจ้งลบ]

ภาวะสมองเสื่อม..กับไข่ไก่

ภาวะสมองเสื่อม..กับไข่ไก่

เห็นว่ามีคุณค่าและเป็นประโยชน์ จึงอยากเผยแพร่ต่อ....

หากใครได้ดูรายการ "ข้อเท็จจริง..วันนี้" ทางช่องยูบีซี 7 ที่มีการการพูดคุยกับ ศ.นพ.รุ่งธรรม ลัดพลี เกี่ยวกับเรื่อง "ภาวะสมองเสื่อง..กับไข่ไก่" เรื่องที่มีการการสนทนากันนั้น พอจับใจความหลักๆ ได้ว่า ... จากค่านิยมเดิมๆที่ทราบกันว่า การบริโภคไข่ทุกวันนั้น จะไปเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด ทางคุณหมอบอกว่าอยากให้เลิกค่านิยมดังกล่าวเสีย เพราะข้อเท็จจริงในปัจจุบันนั้น ไข่นับว่าเป็นอาหารราคาถูก ปรุงง่าย แต่มากด้วยคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด การที่หลายๆคนมีระดับคลอเสลเตอรอลในเลือดสูงนั้น เป็นเพราะตับทำงานไม่มีประสิทธิภาพเอง คุณหมอยังกล่าวอีกว่า สำหรับคนที่มีระดับคลอเลสเตอรอลสูงในระดับ 200 นั้น หากทานไข่แล้ว มันไปเพิ่มอีกเพียง 20 แต่ตรงกันข้ามประโยชน์ที่ได้จากการทานไข่ มันมากกว่าไอ้ส่วนที่ไปเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด คุณหมอบอกว่า โรคอัลไซเมอร์นั้น ผลการวิจัยล่าสุด ระบุว่า เป็นเพราะอาการเลือดในสมองน้อย หรือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ การรับประทานไข่ทุกวันๆละ อย่างน้อย 2 ฟอง จะช่วยได้มาก คุณหมอยังอ้างถึงและพูดถึงผู้สูงอายุว่าการบริโภคไข่ทุกวันนั้น ไม่มีปัญหาดังที่เราๆเข้าใจกันแบบผิดๆ คุณหมอรักษาผู้สูงอายุหลายๆคนที่มาให้การรักษาในหลายๆโรค ขนาดอายุ 80 กว่า คุณหมอยังแนะนำให้ทานไข่วันละ 2 ฟอง ผลก็คืออาการของโรคที่รักษาบรรเทาลง คนไข้มีอาการดีขึ้นกว่าเดิมมาก จากที่เดินไม่ค่อยได้ ก็กลับมาเดินได้ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ไข่มีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่,ไข่เป็ด,ไข่นกกระทา, และอีกหลายๆชนิด แต่ไข่ไก่ดีที่สุดในกลุ่ม ส่วนการนำมาประกอบอาหารนั้นแล้วแต่ใจชอบ ประกอบอาหารแบบไหนได้ทั้งนั้น คุณหมอเสริมว่า ส่วนของไข่ที่ดีที่สุดนั้น อยู่ที่จุดๆหนึ่งในไข่แดงที่มีลักษณะคล้ายๆเส้นใยยึดส่วนอื่นๆไว้ (หากไม่เคยสังเกต ก็ลองเตาะไข่ดิบดู) พร้อมกันนี้ ก็ได้มีการยกแผนภูมินำมาประกอบว่าประเทศไทยมีการบริโภคไข่ต่อคนมากน้อยเพียงใด ปรากฎว่า ต่ำกว่าหลายๆประเทศที่เจริญแล้ว โดยประเทศที่บริโภคไข่ต่อคนสูงสุด ก็คือญี่ปุ่น รองๆลงมาก็มีจีนแดง, สหรัฐอเมริกา, ฯลฯ คุณหมอยังให้ข้อคิดว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ประชาชนส่วนใหญ่มีสติปัญญาที่ดี ทำไมอาหารมื้อเช้าทุกวัน ยังมีไข่เป็นส่วนประกอบเสมอ และทานกันทุกวัน แต่เรากลับยึดถือแต่ค่านิยมเรื่องคลอเลสเตอรอล.... การบริโภคไข่จะช่วยบำรุงสมองเป็นอย่างดี อย่าไปสนใจพวกอาหารเสริมที่โฆษณากันเลย ไข่นี่แหละสุดยอดของอาหารแล้ว หากอยากฉลาด ต้องทานไข่ คุณหมอยังเสริมว่าภาวะเลือดที่ข้นเกินไป จะไม่เป็นผลดี เพราะการนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายจะไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นควรดื่มน้ำสะอาดให้มากๆในแต่ละวัน

ไม่มีรูป
1119. ชัยวิชิต อิ่นแก้ว ม.ฟาร์(43) [IP: 118.172.57.3]
เมื่อ อ. 17 ก.พ. 2552 @ 11:49
1137557 [ลบ] [แจ้งลบ]

อาหารต้องห้ามยามเป็นโรค

เป็นไข้หวัด มีไข้สูง

ควรหลีกเลี่ยงอาหารไม่สุก อาหารที่เย็นมากๆ อาหารทอด อาหารมัน ซึ่งเป็นอาหารที่ ย่อยยากจะทำให้เกิดความร้อนสะสม เปรียบเสมืออาหารเชื้อเพลิงหรือเป็นการเติม น้ำมันเข้าไปในกองไฟ

โรคกระเพาะ

ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ๆ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่านี้ ทำให้เกิดความร้อนสะสมทำให้โรคหายยาก ทางที่ดีควรจะรับ ประทานอาหารปริมาณน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และเป็นอาหารที่ย่อยง่าย

โรคความดันเลือดสูง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาเลือดเลือดแข็งตัวขาดความยืดหยุ่น ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีคอเรสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ไขกระดูก ไข่ ปลา โกโก้ รวมทั้งเหล้า เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกาย และความชื้นก็มีผลก็ทำให้เกิดความหนืดของการไหลเวียนทุกระบบในร่างกาย และความ ร้อนก็จะไปกระตุ้นทำให้ความดันสูง นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด หรืออาหาร หวานมาก รวมทั้งผลไม้อย่างลำไยขนุน ทุเรียน

โรคตับและถุงน้ำดี

หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารมัน เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอด อาหารหวานจัด เพราะแพทย์จีนถือว่า ตับและถุงน้ำดี มีความสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหาร การได้ อาหารประเภทดังกล่าวมากเกินไปจะทำให้สมรรถภาพของการย่อยอาหารอ่อนแอลงและเกิดโท­ษ ต่อตับและถุงน้ำดีอีกต่อหนึ่ง

โรคหัวใจและโรคไต

ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดเพราะจะทำให้มีการเก็บกักน้ำ การไหลเวียนเลือดจะช้า ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ไตต้องทำงานขับเกลือแร่มากขึ้น ส่วนอาหารรสเผ็ดก็ควร หลีกเลี่ยง เพราะทำให้กระตุ้นการไหลเวียนสูญเสียพลังงานและหัวใจก็ทำงานหนักขึ้น เช่นกัน

โรคเบาหวาน

หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน หรือแป้งที่มีแคลอรี่สูง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ควรรับ ประทานอาหารพวกถั่ว เช่นเต้าหู้ นมวัว เนื้อสันไม่ติดมัน ปลา ผักสด

นอนไม่หลับ

หลีกเลี่ยงชา กาแฟ รวมทั้งการสูบบุหรี่เพราะอาหารเหล่านี้ มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอน หรือนอนไม่หลับสนิท

โรคริดสีดวงทวาร หรือท้องผูก

หลีกเลี่ยงอาหารประเภทหอม กระเทียม ขิงสด พริกไทย พริก เพราะอาหารเหล่านี้อาจทะ ให้ท้องผูก หลอดเลือดแตก และอาการริดสีดวงทวารกำเริบ

ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ หรือโรคหอบหืด

ควรหลีกเลี่ยงเนื้อแพะ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ไข่ นม และอาหารรสเผ็ด เพราะจะไป กระตุ้นและทำให้อาหารผิวหนังกำเริบ

สิว หรือต่อมไขมันอักเสบ

งดอาหารเผ็ดและมัน เพราะทำให้เกิดการสะสมความร้อนชื้นของกระเพาะอาหาร ม้าม มีผล ต่อความร้อนชื้นไปอุดตันพลังของปอด ควบคุมผิวหนัง ขนตามร่างกาย ทำให้เกิดสิว

ไม่มีรูป
1120. นที รินยานะ ม.ฟาร์(53) [IP: 118.172.17.97]
เมื่อ อ. 17 ก.พ. 2552 @ 11:50
1137560 [ลบ] [แจ้งลบ]

"วิตามินซี" เพื่อสุขภาพ

มาทำความรู้จักกับ “วิตามินซี” กับบทบาทสำคัญ ... คุณสมบัติที่โดดเด่นของวิตามินซี ก็คือ ความเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) นั่นเอง โดยประโยชน์หลักๆ เมื่อร่างกายได้รับวิตามินซีเป็นประจำ คือ เพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย ป้องกันการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง บำรุงผิวพรรณหรือชะลอความแก่ ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันหรือเหงือกอักเสบ ในทางกลับกัน หากร่างกายเราขาด “วิตามินซี” หรือมีปริมาณวิตามินซีน้อยเกินไป อาจส่งผลทำให้เกิดอาหารเหล่านี้ได้

- เป็นหวัดง่าย ภูมิต้านทานโรคและความสามารถในการกำจัดพิษลดลง

- ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น เกิดจุดด่างดำ ฝ้า มีเลือดออกตามไรฟัน

- อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ประสาทสัมผัสด้อยลง

- มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะ ตับ และส่วนอื่นๆ

- ประสิทธิภาพของต่อมหมวกไตลดลง เป็นภูมิแพ้ได้ง่าย

- เป็นโรคโลหิตจาง หรือโรคต่างๆ ง่าย บาดแผลหายยาก หากขาดมากจะเป็นโรค โลหิตเป็นพิษ

- เกิดโรคลักปิดลักเปิด

สำหรับผู้ที่กำลังกลุ้มใจ เพราะไม่รู้ว่าจะหาวิตามินซีมาทานได้จากที่ไหน ... อยากจะบอกว่า ความจริงแล้วแหล่งของวิตามินซี เราสามารถหาได้จาก อาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติทั่วไป แต่แหล่งที่มีมาก คือ ผักสดและผลไม้ต่างๆ โดยเทียบง่ายๆ จากประเภทของอาหาร (100 กรัม) และวิตามินซี (มิลลิกรัม)

ดังนี้ มะขามป้อม 276, ฝรั่ง 160, พุทรา 154, มะขามเทศ 133, มะปรางสุก 107, มะละกอสุก 73,แคนตาลูป 33, มะนาว 25 และมะยม 8

อย่างไรก็ตาม พึงตระหนักไว้ว่า “วิตามินซี”

เป็นวิตามินที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับวิตามินอื่นๆ และร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นได้เอง ดังนั้น ทุกคนจึงควรบริโภควิตามินซี แต่จะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับความต้องของแต่ละบุคคล

ไม่มีรูป
1121. ศุภณัฐฑ์ ม.ฟาร์44 [IP: 118.172.27.178]
เมื่อ อ. 17 ก.พ. 2552 @ 11:52
1137562 [ลบ] [แจ้งลบ]

4 อาหารเลวที่ดีต่อร่างกายของคุณ

ถ้าคุณได้ชื่อว่าเป็นพวกที่ทานอาหารเพื่อสุขภาพอยู่ละก็ เชื่อว่าคุณคงกำลังหลีก เลี่ยงอาหารจำพวกเนย นม และชีสอยู่แน่ แต่รู้ไหมว่าอาหารที่ได้ชื่อว่าเลวร้าย นั้น อันที่จริงมันก็มีสารอาหารบางอย่างที่สำคัญอยู่ และคุณจะได้คุณจากมัน มากกว่าโทษ หากรู้จักกินแบบ "มีลิมิต" นั่นคือ

ชีส

แน่นอน ชีสอุดมด้วยไขมันและแคลอรี แต่ในขณะเดียวกันมันยังเป็นแหล่งสำคัญของ แคลเซียม รวมทั้งกรดไลโนเลอิกโมเลกุลคู่ ซึ่งเป็นไขมันประเภทดี ทำให้คุณลดความ เสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน กรดชนิดนี้ยังช่วยในการลดน้ำหนัก ด้วยการไปสกัดกั้นการกักเก็บไขมันในร่างกาย

เลือกชีสชนิด Strong-flavored เช่น เฟต้าชีส บลูชีส และชีสพาร์เมซานสด (ไม่ขูด) ซึ่งคุณจะใช้ในปริมาณน้อยหากนำไปปรุงอาหาร

เลี่ยงชีสประเภทไขมันต่ำ เพราะชีสพวกนี้มีไขมันเพียง 6 กรัมต่อออนซ์ เมื่อนำไป ปรุงอาหาร แล้วจะไม่ได้รสชาติ เราจึงโน้มเอียงที่จะอนุญาตให้ตัวเองกินมันมากขึ้น เช่น เดียวกับชีสไม่มีไขมัน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีรส

ช็อกโกแลต

ลืมไปเลยที่ว่าช็อกโกแลตเป็นสาเหตุของสิว และไมเกรน ที่จริงมันมีส่วนผสม บางอย่างที่ต่อต้านการเกิดมะเร็ง และโรคหัวใจเช่นเดียวกับในผักและผลไม้ เว้นแต่ ว่ามีไขมันสูงกว่าเท่านั้น แต่ถ้าหากคุณมองหาช็อกโกแลตในตอนที่หดหู่นั่นก็ถูก ต้อง เพราะมันจะเพิ่มสารชีโรโตนินในสมอง ทำให้อารมณ์ดีขึ้น

เลือกดาร์กช็อกโกแลต ช็อกโกแลตยิ่งเยอะก็หมายความว่าใส่โกโก้บัตเตอร์ซึ่งอุดม ด้วยไขมันน้อยลง

เลี่ยงช็อกโกแลตที่ผสมคาราเมล มาร์ชแมลโลว และไขมันที่ทำให้อ้วนอื่น ๆ

เนื้อวัว

พักการทานไก่ย่างชั่วคราวแล้วหันมากินสเต็กสักชิ้นเนื้อวัวเป็นแหล่งดีเลิศของ โปรตีน และสารอาหารที่ผู้หญิงมักได้รับจากอย่างอื่นไม่เพียงพอ เช่น เหล็ก สังกะสี และวิตามินบี 12

เลือกเนื้อท่อนโคนขา หรือเนื้อสะโพก ซึ่งเป็นส่วนของเนื้อที่มีเนื้อมากกว่ามัน เพราะจะมีไขมันอิ่มตัวเพียง 4.5 กรัมหรือน้อยกว่า ต่อเนื้อน้ำหนัก 3 ออนซ์ ปรุง แบบหมุนย่าง ซึ่งจะทำให้เราเหลือเนื้อที่ในจานสำหรับใส่ผักได้มากขึ้น

เลี่ยงเนื้อซี่โครงและทีโบนชั้นเลิศ เพราะมีไขมันและแคลอรีมากเป็นเท่าตัวของ ส่วนอื่น ๆ

กาแฟ

ไม่จำเป็นต้องงดดื่มกาแฟ การวิจัยเร็ว ๆ นี้ปฏิเสธว่า กาแฟไม่เกี่ยวข้องกับการ เกิดโรคหัวใจ เนื้อเยื่อในหน้าอกผิดปกติ หรือความดันโลหิตสูง หากแต่คาเฟอีนช่วย บรรเทาอาการแพ้ ทำให้คุณกระฉับกระเฉงและสมาธิดีขึ้น

เลือกกำหนดตัวเองให้ดื่มกาแฟไม่เกิน 2 - 3 แก้วต่อวัน และอย่าใส่ครีมกับน้ำตาล ให้มากนัก

เลี่ยงกาแฟแก้วใหญ่พิเศษ ที่อุดมไปด้วยครีม น้ำตาล น้ำแร่ และวิปครีม ซึ่งให้ แคลอรีมากถึง 300 แคลอรี

ถ้าทำได้ตามนี้ ก็รับประกันว่าจะได้ความอร่อยที่ไม่เป็นโทษแน่ ๆ

ไม่มีรูป
1122. กาญจนา ปาลี วิทย์สุข ฟาร์ [IP: 118.172.37.124]
เมื่อ อ. 17 ก.พ. 2552 @ 13:57
1137822 [ลบ] [แจ้งลบ]

ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก

1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง

2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี

3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว

4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ

6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล

7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%

8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย

9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด

10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้

ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อตามคำแนะนำข้างต้นนี้จนเป็นนิสัย สุขภาพดีๆ จะไปไหนเสีย !!

ใช่ไหมคะอาจารย์ สู้สู้

ไม่มีรูป
1123. พิกุล(46) FAR [IP: 118.172.17.97]
เมื่อ อ. 17 ก.พ. 2552 @ 14:20
1137853 [ลบ] [แจ้งลบ]

20 วิธีอ่อนเยาว์มากขึ้นในวันนี้

1. เล่นเกมมีเดท

นึกถีงตอนมีนัดกับหนุ่มที่แอบปิ้งครั้งแรกสิ เมื่อก่อนน่ะเรามือสั่นใจสั่นแค่ไหน จำได้รึเปล่าเอ่ย ให้สร้างความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาอีกครั้ง รับรองสนุก ต่างคนต่างไปที่นัดหมายตกลงเลือกที่ใหม่ๆกันทั้งสองฝ่าย ทำสิ่งที่แตกต่างออกไป เวลาคุยกันก็ถามคำถามแบบที่คุณมักถามคนที่ไม่เคยรู้จักกันมากก่อน ไม่ช้าอะดรีนาลีนคุณก็จะหลั่งเหมือนตอนแรกเจอ แบบนี้ตื่นเต้นดีออกว่ามั้ย

2. จี้จุดความเยาว์

การฝังเข็มอิงทฤษฎีปราณของจีนหมายถึงพลังชีวิต ซึ่งใช้งานด้วยการจุดประกายพลังปราณที่หยุดนิ่ง ก็ทำให้แข็งแรงหรืออ่อนแอ่ลงได้ ซูซาน รีด วัย 35 ปี บอกว่า “ตอนอายุ 35 ไปแล้วร่างกายเราเริ่มเชื่องช้าลง แต่การฝังเข็มจะช่วยกระตุ้นการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยกระตุ้นพลังงานและความรู้สึกเป็นหนุ่มสาว”

3. ทำใจให้สบาย

ใช้เทคนิคการทำสมาธิการเพ่งมองเทียนโดยไม่กะพริบจาซึ่งสามารถฟื้นฟูร่างกายและจิตใจได้เพราะกระตุ้นต่อมไพเนียลในสองให้ผลิตเมลาโทนินอันเป็นฮอร์โมนกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ ดูรายละเอียดเพิ่ม www.fisu.org

4. อยากอายุเท่าไรก็แสดงออกเท่านั้น

โลฟ์โค้ช ฟีโอนา ฮาโรล แนะว่าให้เลือกว่าอายุเท่าไรที่สะท้อนสุขภาพอันมีชีวิตชีวา และความสดชื่นของคุณ จากนั้นบอกตัวเองว่าคุณอายุเท่านั้น ทำให้ตัวเองรู้สึกดังนั้น และแสดงท่าทางเพื่อให้เหมาะสมกับอายุที่คุณต้องการให้ดีที่สุด

5. ดอมดมกลิ่นหวนสู่วัยเด็ก

การค้นคว้าของมูลนิธิกลิ่นและรสในชิคาโก พบว่าการสร้างกลิ่นจากวัยเด็กสามารถทำให้เรารู้สึกอ่อนเยาว์ขึ้นมาได้ทันควัน ประสาทส่วนหน้าจัดเป็นส่วนของอารมณ์อ่อนไหว วิธีที่เร็วที่สุดในการเข้าถึงความจำเหล่านี้คือผ่านทางกลิ่น เชื่อมั้ยว่ากลิ่นแรกที่เราคิดถึงสมัยวัยเด็ก คือกลิ่นขนมปังอบใหม่หอมกรุ่น

6. เชื่อใน “พลังสาวๆ”

จากการศึกษากับสตรีวัย 40 ปีหนึ่งกลุ่ม พบว่าการใช้เวลาค้างคืนกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน จัดว่ายอดเยี่ยมในการทำให้รู้สึกอ่อนเยาว์ลงอีกครั้ง เพื่อเก่าแก่สามารถช่วยให้คุณหนีความเครียดจากชีวิตประจำวันได้ด้วยการเตือนใจให้นึกถึงวัยก่อนจะมีความรับผิดชอบหนักหนาเช่นทุกวันนี้ นัดชุมนุนเพื่อนเม้าท์กันให้สนุกสุดเหวี่ยงไปเลย

7. หวนรำลึกความทรงจำ

ลองสะกดจิตตัวเองดูจะทำให้คุณทวนกลับไปถึงเวลาที่รู้สึกเสรีแฮปปี้ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกนี้และรอยยิ้มกับทัศนคติคนที่อ่อนเยาว์มากขึ้น

8. วางแผนพักเบรก

มีพวกเราน้อยคนที่ปฏิเสธว่าสิ่งที่ดีที่สุดในการเรียนคือได้ปิดเทอมนานๆ โดยไม่มีการบ้านให้คิดหาวันหยุดเบรกแบบนี้เพื่อนเติมความรู้สึกนั้นและวางแผนสิ่งพิเศษ เสนอความคิดให้เจ้านายพาไปสัมมนา ดูงาน ซึ่งเจ้านายส่วนใหญ่มองว่าเป็นโอกาสเพิ่มทักษะและมุมมองให้ลูกน้อง

9. หวือหวาได้นอกห้องนอน

สมัยสาวๆ เราไม่เคยขี้อายกระมิดกระเมี้ยนกับการมีเซ็กซ์ หรือกำจัดแค่บนเตียงในห้องนอนเท่านั้น แต่พออายุมากขึ้นกลับต้องเข้าห้องนอนใส่กลอนประตูตอนกลางคืนถึงจะวาดลวดลายได้ ขอบอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีเซ็กซ์เต็มรูปแบบนี่นา แค่กอดจูบลูบไล้สำรวจกายกันก็เกินพอแล้ว เพราะฉะนั้นหาที่ลับตาพอประมาณแล้วสร้างความตื่นเต้นซะ

10. ระวังน้ำหนัก

การศึกษาของมหาวิทยาลัยทัฟท์ในสหรัฐฯ พบว่าผู้หญิงที่ยกน้ำหนักสัปดาห์ละสองครั้งนานหนึ่งปีจะรู้สึกอ่อนเยาว์ลงไป 15-20 ปี ดังนั้นลองทำดูที่บ้านก็ได้ เพื่อจะได้มีหุ่นเซ็กซี่ มีกล้ามเนื้อเป็นสาวปราดเปรียวไงล่ะ

11. ฟื้นฟูความเป็นเด็กที่แฝงเร้น

พออายุมากขึ้นเราสร้างเกราะขึ้นมาปกป้องความเป็นเด็กในตัวเรา ให้คุยกับพ่อแม่ว่าสมัยเด็กคุณเป็นไงแล้วหาเวลาถ่ายรูปตัวเองตอนนี้ดู จากนั้นหลับตานึกภาพสมัยวัยเด็กเตือนตัวเองว่าคุณยังมีคุณสมบัติวัยเด็กแบบที่เคยมี ทำแบบนี้จะช่วยปลุกความรู้สึกเหล่านั้นขึ้นมาได้อีกครั้ง

12. ใส่สีสันสดใส

การเปลี่ยนสีสันเสื้อผ้าที่ใส่ทำให้คุณอ่อนเยาว์ลงได้ ถ้าใช้สีที่เหมาะเหม็งจะช่วยลบถุงพองใต้ตาไปได้อย่างไม่นาเชื่อ ลองเอาสีสดใสที่ชอบทาบใบหน้าดูสิว่าถุงนั้นหายไปหรือไม่

13. เรียนรู้จากเด็ก

เวลาเด็กเล็กๆ ละเล่นกันมักเน้นทีละอย่างและหมกมุ่นกับสิ่งนั้น ลองปล่อยตัวไปกับการละเล่นแบบเด็กๆ ดูบ้าง (ยืมลูกเพื่อนมาก็ได้) ปล่อยตัวเต็มที่แล้วจะมีพฤติกรรมขี้เล่นมากขึ้น จำไว้ว่าเด็กไม่ได้ลอง พวกแกลุยไปเลย ถ้าคุณผ่อนคลายกับการเป็นตัวตนของตัวเอง คุณไม่จำเป็นต้องทำท่าเป็นเด็ก เพราะมันจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ

14. ดื่มให้อ่อนเยาว์

ไม่ได้หมายถึงแอลกฮอล์ แต่หมายถึงหมายถึงเครื่องดื่มโปรตีนที่พึงดื่ม อาศัยเครื่องปั่นก็ปรุงรสอร่อยได้ เช่น สมูธตี้เบอร์รีหรือมะม่วงผสมแครทซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเครื่องดื่มที่ให้ความรู้สึกอ่อนเยาว์ชั่วนิรันดร์กาล เพราะมีส่วนผสมฟื้นฟูร่างกายสูง ผสมบลูเบอร์รีกับกล้วยและนมกับน้ำผึ้งปั่นเข้าด้วยกันก็ได้

15. กำจัดสารพิษ

ขั้นตอนสำคัญในการผกผันกระบวนการความแก่คือกำจัดสารพิษจากชีวิตทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์อันไม่น่าพึงพอใจ สัมพันธ์ย่ำแย่ อาหารไม่ดีต่อสุขภาพ หรืออารมณ์ในทางลบซึ่งดูดความมีชีวิตไปจากตัวคุณ ดูสิว่าอะไรเป็นพิษแล้วรีบกำจัดมันซะ

16. เล่นเลียนแบบ

เด็กๆ ชอบเลียนแบบ ดังนั้นให้เลียนแบบคนที่คุณชื่นชมหรือเห็นว่าตลกดี จะปลดปล่อยคุณจากการเป็นตัวตนและจำไว้ว่าอย่าลืมหัวเราะตอนทำด้วยก็แล้วกัน

17. ร้องเพลงให้สุดเสียง

การร้องเพลงมีประโยชน์ทางจิตเพราะชักพาคุณไปอีกโลกและหยุดยั้งไม่ให้คิดถึงเรื่องซ้ำซากน่าเบื่อ การร้องเพลงเติบพลังให้คุณ เพราะเพิ่มระดับอ็อกซิเจนในร่างกาย ชวนเพื่อนมาร้องด้วยก็ได้

18. ลืมความรับผิดชอบซะ

หาคนอื่นมาคุมแทนแค่สักสองนาทีก็ได้ ช่วยให้รูปแบบสมองคุณหายรกเรื้อไปสักครู่และทำให้รู้สึกอ่อนเยาว์ขึ้น ขอให้แฟนอ่านนิทานให้คุณฟังก่อนนอนคุณจะรู้สึกอุ่นใจยิ่ง

19. เข้าร่วมละครสัตว์

เด็กๆ กล้าบ้าบิ่นแต่เราผู้ใหญ่ถูกคุมโดยความกังวล การฝึกละครสัตว์ทำให้คุณต้องหวนกลับไปมีสภาพเป็นเด็ก ไว้ใจกับเชือกหนึ่งเส้นซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่เราสลัดทิ้งไปเมื่อโตขึ้น แต่ถ้าคุณใช้ความรู้สึกตอนฝึกคุณจะคิดว่าตัวเองสามารถทำอะไรทุกอย่างในโลกนี้ได้หมดไม่ยั่น

20. จดบันทึก

พวกเราส่วนใหญ่ยอมรับว่าการจดบันทึกมีแต่เรื่องรักๆของวัยรุ่น แต่ที่จริงเป็นการระบายความรู้สึก ดังนั้นอย่างเขินที่จะเริ่มต้นจดบันทึกประจำวันอย่างเปิดใจและซื่อตรงกับตนเอง เวลามาอ่านซ้ำสองปีหลังคุณอาจหัวเราะขำและรู้สึกอ่อนเยาว์มากขึ้นได้

ไม่มีรูป
1124. ทวีวัฒน์ ม.ฟา [IP: 118.172.18.251]
เมื่อ อ. 17 ก.พ. 2552 @ 22:30
1138780 [ลบ] [แจ้งลบ]

โรคหอบหืด

ถ้าหากท่านหรือญาติเป็นโรคหอบหืด ท่านไม่ได้เป็นหอบหืดคนเดียวเพราะเราพบโรคหอบหืดได้ทั่วโรค โดยมากมักจะเริ่มเป็นตั้งแต่เด็ก โรคหอบหืดเป็นโรคเรื้อรัง อาการแต่ละคนรุนแรงไม่เท่ากัน และการหอบแต่ละครั้งก็มีความแตกต่างกัน บางคนอาจหอบไม่กี่นาทีก็หาย บางคนหอบมากถึงกับเสียชีวิตก็มี

เนื่องไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไร่จะเป็นหอบหืด และไม่ทราบว่าหอบแต่ละครั้งจะเป็นมากแค่ไหน การศึกษาให้เข้าใจโรครวมทั้งการมีแผนการรักษาที่ดีสามารถทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี รายละเอียดที่จะนำเสนอต่อไปนี้ได้มาจากตำราของต่างประเทศและของประเทศไทยเหมาะสำหรับผู้ป่วย ญาติ และนักเรียนที่จะนำข้อมูลที่ได้ไปใช้สำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นโรคหอบหืดอยู่แล้วท่านเริ่มอ่านที่จุดประสงค์ของการรักษา ส่วนท่านที่ยังไม่ทราบว่าตัวเองเป็นหรือไม่แนะนำให้เริ่มอ่านตั้งแต่เริ่มต้น เนื้อหาข้อมูลจะเป็นแนวทางการดูแลตัวเอง

นิยาม

โรคหอบหืดเป็นโรคของหลอดลมที่มีการอักเสบเรื้อรัง [Chronic inflammatory] เป็นผลให้มี cell ต่างๆ เช่น mast cell,eosinophils,T-lymphocyte,macrophage,neutrophil มาสะสมที่เยื่อบุผนังหลอดลม ทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ และสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนปกติ[bronchial hyper-reactivity] ผลจากการอักเสบจึงทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีการหนาตัว กล้ามเนื้อหลอดลมมีการหดเกร็งตัว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด และหอบเหนื่อย อาการหอบเหนื่อยจะเกิดขึ้นทันทีที่ได้รับสารภูมิแพ้

ขณะที่ท่านเป็นหอบหืด หลอดลมของท่านจะมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้

เมื่อท่านหายใจเอาสารภูมิแพ้เข้าไปในปอดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปอดดังนี้

Acute bronchoconstriction มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม[Airway muscle] หลังจากได้รับสารภูมิแพ้ทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก

Air way edemaเนื่องจากมีการหลั่งของน้ำทำให้ผนังหลอดลมบวมผู้ป่วยจะหอบเพิ่มขึ้น

Chronic mucous plug formation มีเสมหะอุดหลอดลมทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก

Air way remodeling มีการหนาตัวของผนังหลอดลมทำให้หลอดลมตีบเรื้อรัง

หลอดลมของคนปกติจะมีกล้ามเนื้อ [Airway muscle] และเยื่อบุหลอดลม[Airway lining]ในสภาพปกติ

เมื่อร่างกายได้รับสารภูมิแพ้มากระตุ้น กล้ามเนื้อหลอดลมจะบีบตัว เยื่อบุหลอดลมจะมีการอักเสบเกิดการหน้าตัว ร่วมการหลั่งของเสมะเป็นปริมาณมากทำให้เกิดการอุดทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจะหายใจลำบาก

จากกลไกดังกล่าวทำให้หลอดลมมีการหดเกร็ง ผู้ป่วยจึงเกิดอาการดังต่อไปนี้

หายใจตื้น หรือหายใจสั้น

แน่นหน้าอก

ไอ

หายใจเสียงดัง

โรคหอบหืดจะมีอาการไม่แน่นอนอาการของผู้ป่วยจะผันแปรได้หลายรูปแบบ

อาการหอบอาจจะเบาจนกระทั่งหอบหนัก

อาการแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน

อาการอาจจะกำเริบเป็นครั้งๆ หรืออาการอาจจะหายไปเป็นเวลานาน

อาการหอบแต่ละครั้งจะไม่เท่ากัน

การวินิจฉัย

จุดประสงค์ของการรักษาหอบหืด

ไม่มีอาการหอบหืด เช่น ไอ หายใจเสียงดังหวีด แน่นหน้าอก

ไม่ต้องตื่นกลางคืนเพราะอาการหอบหืด

ไม่ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน หรือนอนโรงพยาบาลเพราะโรคหอบหืด

สามารถคุมอาการให้สงบลงได้และหอบหืดเรื้อรังน้อยที่สุด

ป้องกันไม่ให้เกิดอาการกำเริบของโรค

ยกระดับสมรรถภาพการทำงานของปอดให้ดีทัดเทียมกับคนปกติ

สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เหมือนคนปกติไม่ต้องหยุดเรียนหรือหยุดงาน

หลีกเลี่ยงผลแทรกซ้อนจากยารักษาโรคหืด

ลดอุบัติการณ์การเสียชีวิตจากโรคหอบหืด

ใช้ยา beta2-agonistเพื่อระงับอาการหอบให้น้อยที่สุด

ไม่มีภาวะฉุกเฉินของอาการหอบหืด

สามารถออกกำลังกายได้เหมือนคนปกติ

หลังการรักษาไม่ควรมีอาการหอบหืดอย่าเข้าใจผิดว่าหากมีอาการหอบ พอพ่นยาแล้วหายหอบคืออาการดีขึ้น การรักษาที่ดีต้องไม่หอบ

การรักษาให้ได้ผลดีต้องประกอบด้วยต้องประกอบด้วยแผนการรักษาดังนี้ ท่านผู้อ่านที่เป็นหอบหืดติดตามทีละหน้า และพยายามทำความเข้าใจ จะทำให้นำไปปฏิบัติได้

การวินิจฉัย

การหลีกเลี่ยงหรือขจัดสิ่งต่างๆที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ผู้ป่วยทุกคนควรทราบถึงปัจจัยที่ทำให้หอบหืดเป็นมากขึ้น

การจำแนกความรุนแรงของโรคหอบหืดเมื่อให้ผู้ป่วยทราบความรุนแรงของโรคว่าอยู่ในขั้นไหนจะทำให้ทราบว่าควรจะได้รับยาอะไรบ้าง

ยาที่ใช้รักษาโรคหอบหืดผู้ป่วยควรทราบว่ายาที่ใช้อยู่เป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการหรือเป็นยาที่ใช้รักษาโรคในระยะยาว

แผนการรักษาโรคหอบหืดเรื้อรังเป็นแผนการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีความรุนแรงในแต่ละขั้น

แผนการรักษาหอบหืดฉับพลันสำหรับผู้ป่วยเป็นแผนการรักษาเมื่อเกิดหอบหืดเฉียบพลันเพื่อให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองเบื้องต้นที่บ้าน

คุณต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนพบแพทย์เป็นการเตรียมข้อมูลเพื่อให้แพทย์ทราบอาการของโรค

ผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อให้ผู้ป่วยเป็นแนวทางในการพิจารณาถึงความรุนแรงและเร่งด่วนของโรค

ผู้ป่วยคนไหนที่ควรอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อรักษา

ผู้ป่วยคนไหนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหืด

โรคหอบหือในภาวะพิเศษ เช่นโรคหอบกลางคืน หอบขณะออกกำลังกาย หอบขณะตั้งท้อง

ไม่มีรูป
1125. นายชัยวิชิต อิ่นแก้ว(5001023035 ฟาร์อีสเทอร์น) เลขที่ 43 [IP: 202.149.25.225]
เมื่อ อ. 17 ก.พ. 2552 @ 23:44
1138874 [ลบ] [แจ้งลบ]

1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง

ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

2. ผลไม้กับมื้ออาหาร

ก่อนทานอาหารควรจะเรียกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

3. อย่าปล่อยให้หิว

ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน

ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

5. นาฬิกาชีวภาพ

หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

ไม่มีรูป
1126. นายชัยวิชิต อิ่นแก้ว(5001023035 ฟาร์อีสเทอร์น) เลขที่ 43 [IP: 202.149.25.241]
เมื่อ อ. 17 ก.พ. 2552 @ 23:48
1138878 [ลบ] [แจ้งลบ]

20 วิธีอ่อนเยาว์มากขึ้นในวันนี้

1. เล่นเกมมีเดท

นึกถีงตอนมีนัดกับหนุ่มที่แอบปิ้งครั้งแรกสิ เมื่อก่อนน่ะเรามือสั่นใจสั่นแค่ไหน จำได้รึเปล่าเอ่ย ให้สร้างความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาอีกครั้ง รับรองสนุก ต่างคนต่างไปที่นัดหมายตกลงเลือกที่ใหม่ๆกันทั้งสองฝ่าย ทำสิ่งที่แตกต่างออกไป เวลาคุยกันก็ถามคำถามแบบที่คุณมักถามคนที่ไม่เคยรู้จักกันมากก่อน ไม่ช้าอะดรีนาลีนคุณก็จะหลั่งเหมือนตอนแรกเจอ แบบนี้ตื่นเต้นดีออกว่ามั้ย

2. จี้จุดความเยาว์

การฝังเข็มอิงทฤษฎีปราณของจีนหมายถึงพลังชีวิต ซึ่งใช้งานด้วยการจุดประกายพลังปราณที่หยุดนิ่ง ก็ทำให้แข็งแรงหรืออ่อนแอ่ลงได้ ซูซาน รีด วัย 35 ปี บอกว่า “ตอนอายุ 35 ไปแล้วร่างกายเราเริ่มเชื่องช้าลง แต่การฝังเข็มจะช่วยกระตุ้นการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยกระตุ้นพลังงานและความรู้สึกเป็นหนุ่มสาว”

3. ทำใจให้สบาย

ใช้เทคนิคการทำสมาธิการเพ่งมองเทียนโดยไม่กะพริบจาซึ่งสามารถฟื้นฟูร่างกายและจิตใจได้เพราะกระตุ้นต่อมไพเนียลในสองให้ผลิตเมลาโทนินอันเป็นฮอร์โมนกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ ดูรายละเอียดเพิ่ม www.fisu.org

4. อยากอายุเท่าไรก็แสดงออกเท่านั้น

โลฟ์โค้ช ฟีโอนา ฮาโรล แนะว่าให้เลือกว่าอายุเท่าไรที่สะท้อนสุขภาพอันมีชีวิตชีวา และความสดชื่นของคุณ จากนั้นบอกตัวเองว่าคุณอายุเท่านั้น ทำให้ตัวเองรู้สึกดังนั้น และแสดงท่าทางเพื่อให้เหมาะสมกับอายุที่คุณต้องการให้ดีที่สุด

5. ดอมดมกลิ่นหวนสู่วัยเด็ก

การค้นคว้าของมูลนิธิกลิ่นและรสในชิคาโก พบว่าการสร้างกลิ่นจากวัยเด็กสามารถทำให้เรารู้สึกอ่อนเยาว์ขึ้นมาได้ทันควัน ประสาทส่วนหน้าจัดเป็นส่วนของอารมณ์อ่อนไหว วิธีที่เร็วที่สุดในการเข้าถึงความจำเหล่านี้คือผ่านทางกลิ่น เชื่อมั้ยว่ากลิ่นแรกที่เราคิดถึงสมัยวัยเด็ก คือกลิ่นขนมปังอบใหม่หอมกรุ่น

ไม่มีรูป
1127. กาญจนา ปาลี วิทย์สุข ฟาร์ [IP: 118.172.37.177]
เมื่อ ศ. 27 ก.พ. 2552 @ 14:24
1156792 [ลบ] [แจ้งลบ]

15 วิธีมัดใจสาว

1. มองโลกในแง่ดี/มีอารมณ์ขัน

แม้สิ่งนี้ไม่ใช่บุคลิกจริง ของคุณก็ตาม ขอเพียงแค่ร่าเริง ดีใจที่ได้พบ พูดคุยกับเธอ ทำให้รู้สึกว่า ความสดใสของเธอ มีประโยชน์ต่อคุณ

2. ให้เธอรู้สึกว่าเธอเป็นคนพิเศษของคุณ

สนใจเรื่องของเธอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิด ความรู้สึก ความชอบของเธอ และอย่าเอาแต่พูดเรื่องของตัวเอง เพราะนั่นเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ

3. อย่าแสดงว่าคบเธอเพราะเรื่องเพศ

ของแบบนี้ต้องรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม เมื่อไหร่ที่รักสุกงอม มันก็จะเป็นไปเอง

** โปรดรับรู้ไว้ว่า ผู้หญิงอยากมีค่ามากกว่าเรื่องนั้น เมื่อถึงเวลาเธอจะให้ด้วยความต้องการของเธอเอง

4. เป็นสุภาพบุรุษทั้งกายและใจ

ต้องทำให้เธอรู้สึกว่า คุณไม่มีความน่ากลัวใดๆ ไม่ใช่คอยหา โอกาสจะแต๊ะอั๋งเธอลูกเดียว เพราะนั่นจะทำให้เธอตีตัวออกห่าง

5. หัดรู้จักสังเกตเธอบ้าง

เรื่องจิปาถะที่เกี่ยวกับตัวเธอ ไม่ว่า เสื้อผ้า ต่างหู รองเท้าคู่ ใหม่ กระเป๋าถือที่เธอใช้ คุณควรหัดเพ่งพินิจพิจารณาและเลือกที่จะชมเธอให้เป็น

6. อย่าจ้องอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของเธอเป็นพิเศษ

ขึ้นชื่อว่าใช้สายตาจ้อง เพ่งเฉพาะบางจุดบางมุมของอวัยวะบนเรือนร่างของผู้หญิง อาทิ หน้าอก เป้ากางเกง สะโพก กรุณาอย่าทำเป็นอัน ขาด เพราะมันจะบ่งบอกว่าคุณคิดบางอย่างกับเธออยู่

7. หลังจากที่มีนัดกับเธอ

พบกับในนัดเดทคราวต่อไป ควรมีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างดอกไม้สักช่อ หรือการ์ดสักแผ่น มอบให้ก็ไม่เห็นเสียหาย แถมยังทำให้ เธอรู้สึกว่าคุณเป็นคนน่ารักอีกต่างหาก

8. หมั่นดูแลเอาใจใส่ตัวเองเสมอ

คงไม่ต้องถึงกับเป็นคนสำอางทุกกระเบียดนิ้ว แค่รักษาความ สะอาดก็พอ เพราะการที่คุณดูแลตัวเองดี สามารถสะท้อนได้ว่า คุณก็ดูแลเธอ ได้ดีเช่นกัน

9. อย่าด่วนแสดงท่าทีขี้หึง

เมื่อใดที่เธอเล่าเรื่องชายหนุ่มคนอื่นให้ฟัง การนิ่งฟังอย่างสงบ จะทำให้เธอแปลกใจ และทำให้เธอรู้ว่า คุณไม่ใช่ผู้ชายประเภทขี้หึงโดยไร้เหตุผล

10. ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น

ดูแลเธอ และอยู่เคียงข้างเธอเสมอเมื่อเธอต้องการใครสักคน อย่าทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย คล้ายกับเป็นสาวที่ไร้หนุ่มคนสนิทที่คอยเป็นห่วงเป็นใย

11. อย่าทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ

อย่าซักไซ้เรื่องไม่เข้าท่าหรือไม่เป็นเรื่อง จงสงบและไตร่ตรอง เข้าไว้ แม้คุณจะเห็นเธอกับหนุ่มคนอื่น คุณยิ่งตาม และแสดงความเป็นเจ้าของมากเท่าไหร่ เธอก็จะยิ่งหนี หากคุณเฉยๆ รับรองเลยว่าเธอจะตามคุณเอง

12. รักษาเวลาในการนัดหมาย

ผู้ชายควรไปก่อนนัด อยู่ในจุดที่เธอมองเห็นคุณได้ง่าย เมื่อเธอมาถึงช่วยส่งยิ้มให้ หรือแสดงอาการตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เจอเธอ

13. ตั้งเป้าหมายชีวิตตัวเองไว้

ไม่มีใครอยากฝากชีวิตไว้กับคนไร้จุดหมาย อย่าเป็นคนขี้ตืด แต่ไม่ต้องทำตัวเข้าขั้นพ่อบุญทุ่ม ถ้ามีน้อยก็เลือกใช้อะไรที่สมฐานะ แต่ต้องมีรสนิยม จำไว้ว่า ของที่มีรสนิยมไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป

14. ไม่ควรเร่งร้อนจนเกินไป

เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอไปก่อน ขอเพียงคุณเป็นคนที่เธอนึกถึงทุกครั้งเมื่อมีปัญหา ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

15. ความรักเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

ดำเนินความรักด้วยอารมณ์ของคนสองคน คุณสร้างอารมณ์ ร่วมของความรักขึ้นมาได้ เพียงแต่คุณต้องรู้จักเอาอกเอาใจ และแสดงว่ารัก เธอ การโอบกอดอย่างอบอุ่น และการสัมผัสที่รัดรึงก็เป็นของขวัญแห่งความรักที่ดีอย่างหนึ่ง

:: ทั้ง 15 วิธีที่กล่าวว่า อยากบอกว่า (ไม่ได้จบเพียงแค่นี้) แล้วถ้าพิชิตใจเธอได้แล้ว ความเสมอต้นเสมอปลาย ก็ยังควรมีอยู่ ถ้ารักกันจริง รักนี้ของคุณต้องคงอยู่ได้อย่างยาวนานแน่นอนค่ะ

++รู้แล้วก็นำไปปฏิบัติได้น่ะ (ไม่สงวนลิขสิทธิ์)

ไม่มีรูป
1128. กาญจนา ปาลี วิทย์สุข ฟาร์ [IP: 118.172.37.177]
เมื่อ ศ. 27 ก.พ. 2552 @ 14:26
1156795 [ลบ] [แจ้งลบ]

12 วิธีมัดใจชายไม่ให้นอกใจ (PERFECT WOMAN)

1.ดูแลตัวเองตลอดเวลา ตั้งแต่หัวจรดเท้า >>> ผู้ชายส่วนใหญ่อยากอยู่กับผู้หญิงที่ดูดี เพราะมันทำให้เค้ากระชุ่มกระชวยตลอดเวลา อย่างน้อยมันก็ทำให้ลดโอกาสที่เค้าจะมองผู้หญิงอื่นได้มากขึ้นเยอะเลยเชียวล่ะ

2.ขี้อ้อน >>> ความขี้อ้อน เป็นเสน่ห์ของผู้หญิงมากๆ แต่ควรรู้จักอ้อนให้พอดีและให้ถูกกาลเทศะ

3.เอาใจเก่ง >>> แต่ไม่ใช่ว่าเอาใจเกินเหตุนะครับ หมายถึง ตลอดเวลาที่คบกัน จะรู้ว่าแฟนเราชอบทำอะไร ชอบกินอะไร ประทับใจอะไร ควรจะมีสมุดไดอารี่ จดไว้บ้าง

4.ดูแลเทคแคร์เป็นอย่างดี >>> ตัวอย่างเช่นเวลาตากพัดลม ก็เตือนเค้าว่าเดี๋ยวไม่สบาย ,อย่านอนดึกนะเด๋วทำงานไม่ไหว หรือเวลาเค้าไม่สบายก็ดูแลเค้าเป็นอย่างดี, ดูแลเรื่องการแต่งตัว, การกิน ฯลฯ ทุกสิ่งที่ทำไปยิ่งทำให้เค้าไม่อยากที่จะไปจากคุณเลย

5.ซื้อของเซอร์ไพส์ให้บ้างบางโอกาส >>> ที่น่าสนใจก็มี นาฬิกา , เสื้อผ้า , กางเกงยีนส์ เป็นต้น แต่ก็ต้องเลือกไซด์ให้พอดีกับที่เค้าใช้ด้วยนะ คุณจะเห็นรอยยิ้มแบบเขินๆอย่างผู้ชาย แต่ก็อย่าเซอร์ไพส์บ่อยละกาน

6.เป็นผู้หญิงทำงาน >>> เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของผู้หญิงในยุคนี้ ผู้หญิงที่ไม่ทำอะไรเลย ทำให้ผู้ชายรู้สึกไม่มั่นใจในอนาคตของชีวิตคู่ แต่แฟนเราก็ต้องทำงานเหมือนกันนะ คือไม่ใช่ฝ่ายใดเกาะอีกฝ่ายหนึ่งกิน

7.คุยกับผู้ชายคนอื่นบ้าง >>> ไม่ใช่หมายความว่าคบหลายคนนะ แต่หมายถึงคุยกันแบบเพื่อนมากกว่า เหมือนเป็นการให้รู้ด้วยว่า ฉันไม่ใช่ของตายแน่นอน และคนที่พร้อมจะต่อคิวก็ยังมี ผู้ชายที่ไม่ให้แฟนคุยกะคนอื่นเลย ถือเป็นคนใจแคบมาก

8.หยิ่งในศักดิ์ศรี >>> ผู้หญิงบางคนยอมให้ผู้ชายข่มอยู่ตลอดเวลาบางครั้งเวลาทะเลาะกันหรือโดนทำร้ายเราไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายง้อหรือขอโทษ แต่ควรจะตอบโต้อะไรที่มันทำให้เค้ารู้ว่า ไม่มีเธอฉันก็หาใหม่ได้นะ มันจะทำให้ ผู้ชายรู้สึกว่าเค้าไม่มีค่า และความเย่อหยิ่งในตัวเค้าจะลดลง

9.ไม่ยอมเสียตัวให้ก่อนเวลาอันสมควร >>> ข้อนี้สำคัญมากครับ อะไรๆที่ได้มาง่ายๆ มันมักจะจบลงง่ายๆ ผู้ชายบางคนเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ถ้าเค้าทนไม่ไหวหรือไม่มีความอดทนมากพอ ก็ปล่อยเค้าให้ไปหาผู้หญิงที่ให้ง่ายๆแล้วกัน

10.ไม่มองชายอื่น >>> ถือเป็นการให้เกียรติแฟนเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเวลาเจอคนที่หล่อดูดีมากๆ แต่เราก็ไม่เคยที่จะมองเลย

11.คำว่า"รัก"ไม่ใช่สิ่งที่พูดง่าย >>> ยิ่งพูดคำว่า “รัก” มากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้แฟนเราได้ใจ แต่กลับกันเมื่อใดที่ยังไม่ได้พูดคำว่า “รัก” ออกไป ผู้ชายย่อมรู้สึกว่า ยังเล่นเกมส์ไม่ชนะ

12.ให้อภัยเสมอเมื่อผิดครั้งแรก >>> การให้อภัยเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตคู่ เมื่อใดที่ทำผิดครั้งแรก เราควรให้อภัยเค้า แต่ถ้าผิดเรื่องเดิมในครั้งต่อๆไป อันนี้ก็แล้วแต่คุณจะตัดสินใจละกัน

ไม่มีรูป
1129. กาญจนา ปาลี วิทย์สุข ฟาร์ [IP: 118.172.37.177]
เมื่อ ศ. 27 ก.พ. 2552 @ 14:28
1156799 [ลบ] [แจ้งลบ]

อย่าเอาไปปฎิบัตินะคะ อาจารย์

ช่วยได้เยอะเลยนะ

อิอิ

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 38.103.63.56
  เรียกใช้งานตัวจัดการข้อความ
ข้อความ:
 
รหัสสุ่ม: (ใส่รหัสสุ่มที่แสดงไว้ด้านบน)
  ยกเลิก